02/06/2016
ทริปตามรอยหนัง หมายเลข 3
ภาพยนตร์ Love Letter
**Love Letter ฉบับภาพยนตร์ภาษาญี่ปุ่น ออกฉายในปี 1995 ผลงานของผู้กำกับชุนจิ อิวาอิ (All About Lily Chou-Chou, Hana&Alice) เรื่องของวาตานาเบะ ฮิโรโกะที่บังเอิญได้ที่อยู่ในวัยเด็กของชายคนรักซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว จึงคิดเล่น ๆ ว่าจะเขียนจดหมายหาเขาบนสวรรค์ เธอเขียนจดหมายส่งไปตามที่อยู่นั้น ทว่ากลับมีจดหมายจากคนชื่อนามสกุลเดียวกับคนรักของเธอตอบกลับมา คนที่เขียนจดหมายดังกล่าวคือ ฟุจิอิ อิทสึกิ หญิงสาวจากฮอกไกโดผู้มีหน้าตาเหมือนฮิโรโกะราวกับฝาแฝด ขณะที่การโต้ตอบจดหมายเริ่มขึ้น หญิงสาวทั้งสองก็ได้ออกเดินทางย้อนสู่ความรักในอดีตที่ยังอยู่ในความทรงจำไปพร้อมๆ กัน
LOVE LETTER
“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความทรงจำ และความทรงจำนั้น เป็นทั้งพันธนาการและปลดปล่อยเราได้ในขณะเดียวกัน”
สถานที่นี้มีความรัก...
Love Letter หนังรักภาษาญี่ปุ่นที่อยู่ในดวงใจใครหลายคนนั้น เท้าความตามสถานที่ในเรื่อง เกิดขึ้นที่เมืองโกเบและโอตารุ แต่สถานที่ที่ใช้ถ่ายทำส่วนใหญ่กลับอยู่ที่เมืองโอตารุ เมืองท่าขนาดกะทัดรัดที่น่ารักอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสายตาของคนมีความรัก
เหตุผลหลักๆ ที่เราเดินทางไปโอตารุ ครึ่งหนึ่งคือการตามรอยเท้าไปในหลายๆ สถานที่สำคัญของหนัง ส่วนอีกครึ่งคือการค้นพบว่าโอตารุเต็มไปด้วยเสน่ห์ของเมืองที่มีเรื่องราวซุกซ่อนไว้ทุกตรอกซอกซอย ไม่นับว่าเป็นแหล่งร้านอาหารระดับทีวีแชมเปี้ยน ร้านกระจุกกระจิกสองข้างทางที่ชวนให้แวะตลอดเวลา และเป็นอีกหนึ่งเมืองโรแมนติกจนรู้สึกได้ว่าการมีอีกเงาที่เดินเคียงข้างคงไม่ทำให้เหงาจนเกินไปนัก
Scene 01: ฉากที่ฮิโรโกะแอบจดที่อยู่ของอิทซึกิจากหนังสือรุ่นสมัยมัธยมของเขา เพราะความคิดถึงจนอยากจะเขียนจดหมายไปหาแม้ว่าเขาจะไม่อยู่แล้วก็ตาม ฉากนี้ถ่ายทำที่ The Former Suhara Residence อาคารที่นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโอตารุ
เมืองเล็กๆ แห่งนี้ท่องเที่ยวง่ายมาก โดยส่วนใหญ่จะเริ่มต้นเดินเท้าจากสถานีโอตารุ ผ่านถนน Sepia-Dori Street จนไปถึงย่านกลางเมืองที่เรียกว่า Miyako-dori Arcade สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านรวงชวนแวะ เป็นย่านช้อปปิ้งในอาคารเก่าแก่ที่เพิ่มความขลังให้รู้สึกว่าทุกไอเท็มในร้านนั้นน่าจับจองไปเป็นเจ้าของ ไม่ไกลกันนักมีจุดให้เช่าจักรยานหากต้องการซึมซับบรรยากาศของเมืองแบบเนิบช้า จากโซนช้อปปิ้งให้เดินต่อไปบน Nichigin-dori Street ตรงไปยังคลองโอตารุ จะผ่านทั้ง Otaru City Museum of Art และ Otaru Grand Hotel Classic ซึ่งตัวอาคารคลาสสิกสมชื่อจริงๆ ดื่มด่ำกับฉากถนนสวยๆ ให้เต็มที่ แล้วก้าวต่อไปจนถึงถนนเลียบคลองโอตารุ ถนนเส้นนี้สวยมากเพราะขนานไปกับคลองน้ำใสที่สะท้อนให้เห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวยามนั้น จะมาตอนเช้าสายบ่ายเย็นหรือค่ำคืนก็รู้สึกหัวใจเบิกบานขึ้นได้ 3 ระดับ
Scene 02: Otaru Canal Craft Hall อีกหนึ่งสถานที่ในการถ่ายหนัง ฉากที่ฮิโรโกะมาหาอากิบะ เจ้าของสตูดิโอทำแก้วที่แอบรักเธออยู่ ในขณะที่เธอยังไม่ลืมคนรักที่เสียชีวิตไปแล้ว อากิบะฝากคำคมให้เธอกลับไปนอนขบคิด “ปล่อยเขาเป็นอิสระ แล้วคุณจะเป็นอิสระด้วย”
โอตารุเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญ สังเกตได้จากโกดังท่าเรือที่ยาวเหยียดคู่ขนานไปกับคลองโอตารุ จนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างใช้เวลามาพักผ่อนหย่อนใจกันเป็นประจำ ในช่วงหน้าร้อนกิจกรรมสารพัดสารพันจะเกิดขึ้นให้เรารู้สึกอิจฉาชาวเมืองเล่นๆ ขณะที่ฤดูหนาวจะอิจฉาหนักอีกนิด เพราะจะมีการสร้างบ้านหิมะ และตุ๊กตาหิมะประดับเต็มถนนข้างคลอง ช่วงที่ควรไปเดินเล่นที่สุดเห็นจะเป็นช่วงเย็นถึงหัวค่ำที่จะมองเห็นโคมไฟสีอมเหลืองส่องสว่างเป็นทิว ประกอบกับเสียงตามสายเปิดเพลงกล่องดนตรีกรุ๊งกริ๊งสร้างบรรยากาศให้นึกถึงคนที่รัก จนเราคิดอยากจะนั่งลงเขียนจดหมายรักเสียเดี๋ยวนั้น
Scene 03: Ironai Crossing สี่แยกตรงหัวมุมถนน Sakaimachi-dori ตัดกับถนน Nichigin-dori เป็นที่ตั้งของไปรษณีย์โอตารุ อันเป็นฉากที่ตัวละครเอกทั้งสองสวนทางกัน ฮิโรโกะเดินทางมาโอตารุเพื่อพบอิทซึกิ เมื่อไม่พบเธอจึงเดินทางกลับโกเบ ขณะเดียวกันอิทซึกิกำลังขี่จักรยานมาส่งจดหมายถึงเธอที่ตู้ไปรษณีย์
พักเรื่องรักแล้วเดินย้อนกลับไปบนถนน Sakaimachi-dori ถนนเส้นที่เต็มไปด้วยร้านเก่าแก่ ที่เป็นหน้าตาของเมืองก็เรื่องเครื่องแก้วทำมือ กล่องดนตรี และอาหารทะเล ตลอดสองข้างทางจะเห็นร้านขายเครื่องแก้วที่วิบวาวน่าหยิบจับมาชื่นชม นอกจากตัวสินค้าการตกแต่งร้านก็ต้องยกให้เขา ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโกดังให้กลายเป็นร้านค้าได้อย่างเหมาะเจาะ ระหว่างทางโปรดสังเกตร้านซูชิของเชฟนากาอิชิ อร่อยจริงจังจนทำให้จำซูชิที่เคยกินๆ มาไม่ได้เลย และเมื่อเดินมาจนสุดถนนซาไกมาจิจะพบกับร้านขายกล่องดนตรีของเมือง Otaru Orgel Emporium หน้าร้านมีนาฬิกาพลังไอน้ำที่ยังใช้งานได้จริง ทุกๆ ชั่วโมงจะร้องบอกเวลาให้ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องมารอฟัง ภายในร้านก็เป็นอีกหนึ่งช่วงที่ต้องเสียเวลาเดินชมมิใช่น้อย เพราะกล่องดนตรีมีประมาณล้านแบบล้านเพลง เดินวนไปมาเหมือนเขาวงกต ลงท้ายต้องเสียทรัพย์นำกลับบ้านไปด้วยเป็นที่ระลึก ในกรณีที่มากับคนรักคงต้องสั่งทำกล่องดนตรีเป็นของตัวเองกับเพลงประจำตัวที่ฟังแล้วยิ้มให้กันอยู่สองคน
Scene 04: ห้องสมุดคือสถานที่เก็บซ่อนความทรงจำเอาไว้ หนังเลือกใช้อาคารเก่าของ Former Nihon Yusen Co.,Ltd มาเป็นห้องสมุดที่อิทซึกิทำงานอยู่ ความเรียบง่ายของงานบรรณารักษ์คล้ายกับความเรียบง่ายของเมืองโอตารุที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวา
นอกจากจะเป็นเมืองโรแมนติก โอตารุยังเป็นเมืองที่ว่ากันว่าซูชิอร่อยที่สุดอีกเมืองในญี่ปุ่น เหล่านักชิมจึงต้องมุ่งหน้าไปถนนซูชิยะ แหล่งรวมร้านซูชิระดับตำนานที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีโอตารุ และที่ต้องตื่นแต่เช้าฉุดร่างให้ลุกขึ้นไปชมคือตลาดปลาที่นานาสัตว์น้ำสดใหม่จากท้องทะเลจะทำให้ตื่นเต้นจนลืมง่วง โดยเฉพาะปูทาราบะตัวโตที่เป็นเจ้าพ่อประจำตลาด สนนราคาอาจชวนเป็นลมแต่รสชาติก็ทำให้เราลืมไม่ลงในคราวเดียวกัน กระนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะตามร้านรวงเขาเสิร์ฟปูทาราบะเป็นท่อนๆ ในราคาพอสู้ไหว ไม่ได้มาเป็นตัวให้กระเป๋าแบนแฟนทิ้งแต่อย่างใด
แม้ว่าโอตารุจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรให้ชมได้ 3 วัน 7 วัน นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจจะใช้เวลาแค่ครึ่งวันหรือวันเดียวในการเที่ยวเมืองนี้ แต่ภายใต้ความเรียบง่ายและเงียบสงบของเมืองมักจะซุกซ่อนเสน่ห์บางอย่างที่ต้องใช้เวลาค้นหาด้วยตัวเองจึงค้นพบ
Scene 05: โถงทางเข้าของ Otaru City Hall ถูกใช้เป็นฉากในโรงพยาบาล เราจะเห็นอิทซึกินั่งคอยตรงเก้าอี้ แล้วนึกภาพย้อนกลับไปถึงครั้งที่พ่อเธอเสียชีวิตที่โรงพยาบาลนี้ ความทรงจำผุดขึ้น พร้อมๆ กับที่เธอเริ่มนึกถึงผู้ชายชื่อ-นามสกุลเดียวกันในสมัยมัธยม
Love Letter ตลอดทั้งเรื่องมีฉากหลังปกคลุมด้วยหิมะในฤดูหนาว สีขาวหนาหนักให้ความรู้สึกอึดอัดและเหน็บหนาว จนมาถึงตอนท้ายของเรื่องที่แสงสว่างอันอบอุ่นปรากฏ ฤดูใบไม้ผลิกลายเป็นสัญลักษณ์ของความคลี่คลาย และการเริ่มต้น นี่อาจเป็นเหตุผลที่เราเลือกเดินทางมาโอตารุในฤดูร้อน
เขียนจดหมายหาใครสักคนที่รัก หย่อนตู้ไปรษณีย์เมืองนี้ แล้วให้ความรักค่อยๆ ออกเดินทาง