HR Consulting - FDI A&A

HR Consulting -  FDI A&A FDI Group มีบริการด้าน HR Service ซึ่งเป็นเสมือนที่ปรึกษางานด้านบุคลากรภายในบริษัท

26/09/2022

‘เงียบๆ คนเดียว แต่ก็โปรดักทีฟ’
7 วิธีสนับสนุนพนักงาน ‘อินโทรเวิร์ต’
ให้มีความสุขในที่ทำงาน
การสร้างบรรยากาศในสถานที่ทำงานให้น่าอยู่ โดยเฉพาะการทำให้เหล่าพนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากแต่ละคนต่างมีบุคลิกที่แตกต่างกันไปในการทำงาน เรามักแบ่งรูปแบบบุคลิกของคนอย่างง่ายๆ เป็นอินโทรเวิร์ต (Introvert) และเอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert) ซึ่งแน่นอนว่าทุกหนแห่งย่อมประกอบไปด้วยคนทั้งสองบุคลิกดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่ที่ทำงาน
ดังนั้น การสร้างสมดุลความเข้าใจในการทำงานระหว่างพนักงานที่มีบุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ตและเอ็กซ์โทรเวิร์ตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในขณะที่บุคลิกแบบเอ็กซ์โทรเวิร์ตมักต้องการเป็นจุดสนใจ ชอบแบ่งปันมุมมองของตนเอง และสามารถโต้ตอบกับคำถามหรือปัญหาที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว บุคลิกแบบอินโทรเวิร์ตก็เป็นคนที่มักสงวนตัวและต้องการเป็นอิสระ รวมถึงอาจต้องการเวลาในการครุ่นคิดเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา และไม่ต้องการเรียกร้องความสนใจมาที่ตนเอง
อย่างไรก็ดี แม้จะมีความแตกต่างอยู่บ้างระหว่างทั้งสองบุคลิกในเรื่องของลักษณะนิสัย หากแต่สิ่งที่ทั้งอินโทรเวิร์ตและเอ็กซ์โทรเวิร์ตมีความต้องการร่วมกันในที่ทำงาน คือความรู้สึกว่าตนเองมี ‘คุณค่า’ ในที่ทำงาน
หลายคนมักมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะเป็นคนบุคลิกแบบอินโทรเวิร์ตในโลกที่การประสบความสำเร็จเทียบเท่ากับการต้องพยายามแสดงตัวให้มากเข้าไว้ หรือบางครั้ง เราก็มักได้เห็นประเด็นดราม่าที่มีผู้ตั้งข้อวิจารณ์คนทำงานที่มีบุคลิกแบบอินโทรเวิร์ตในที่ทำงานบนโซเชียลมีเดีย
ขณะเดียวกันมีผู้วิเคราะห์ไว้ถึงข้อดีของการมีพนักงานที่มีบุคลิกอินโทรเวิร์ตในที่ทำงาน ทั้งการเป็นผู้ที่รับฟังคนอื่น มีความสามารถในการจัดระเบียบและวางแผน มีทักษะการสังเกตและวิเคราะห์ข้อมูล มีความตั้งมั่นในความคิดตนเอง และทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างมีระบบ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องพยายามสังเกตจุดแข็งของพวกเขา เพราะการเข้าใจย่อมจะช่วยให้สามารถมอบหมายงานตามประเภทบุคลิกภาพของพวกเขาได้ดีขึ้น และการรู้จุดแข็งและจุดอ่อนเหล่านี้สามารถช่วยให้บริษัทตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น เกี่ยวกับการจัดการพนักงาน
เราจะทำอย่างไรให้เหล่าพนักงานอินโทรเวิร์ตไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ตนเองเป็น แต่ก็สามารถสนับสนุนและดึงศักยภาพของพวกเขาออกมาได้ดีที่สุด? คำตอบของคำถามนี้อาจเชื่อมโยงไปสู่คำว่า ‘การยืดหยุ่น’ ในสถานที่ทำงาน ดังต่อไปนี้
1. จัดให้มีมุมหรือพื้นที่สงบ - สถานที่ทำงานควรต้องมีมุมหรือพื้นที่ทำงานที่ผู้คนสามารถเลือกนั่งทำงานอย่าง ‘สันโดษ’ ได้ อาจไม่จำเป็นต้องถึงขนาดจัดให้มีห้องพิเศษสำหรับพนักงานทุกคน แต่การพยายามสร้างบรรยากาศให้พื้นที่ทำงานมีความ ‘สงบเงียบ’ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน
2. เคารพขอบเขต - อย่ากดดันให้พนักงานของคุณมีส่วนร่วมทุกเรื่อง เพราะเหล่าพนักงานอินโทรเวิร์ตอาจต้องใช้เวลาชาร์จพลังหลังจากมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และอาจไม่พร้อมสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างทีมทุกครั้ง ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องปกติ
3. สร้างกิจกรรมกระชับสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น - เมื่อพูดถึงกิจกรรมการสร้างทีม เรามักนึกถึงการละลายพฤติกรรมต่างๆ ที่ต้องมาพบปะเล่นกิจกรรมร่วมกัน แต่การมีทางเลือกกิจกรรมที่เป็นมิตรสำหรับเหล่าพนักงานอินโทรเวิร์ตก็ถือเป็นข้อสำคัญ เช่น เกมออนไลน์ หรือการใช้แพลตฟอร์มการสื่อสารภายในทีมอย่าง Slack เพราะพนักงานเหล่านี้อาจสนใจกิจกรรมรูปแบบออนไลน์หรือการกระชับสัมพันธ์ในรูปแบบ ‘ข้อความ’ มากกว่าการร่วมกิจกรรมจริงๆ
4. ให้เวลา - เมื่อมอบหมายงานให้กับเหล่าพนักงานอินโทรเวิร์ต หรือต้องการความช่วยเหลือ อาจต้องให้เวลาพวกเขาสักระยะในการคิดหาคำตอบ หรือหาหนทางการจัดการและแก้ไข เพราะพวกเขาอาจต้องการเวลาเพื่อครุ่นคิดสิ่งที่กำลังจะนำเสนอให้ดีที่สุดเสียก่อน
5. เปิดโอกาสให้พูดคุยตัวต่อตัว - หากคุณเป็นหัวหน้าและต้องทำการประชุม เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ลองแจ้งให้ทีมทราบว่าทุกคนสามารถเข้ามาพูดคุยกับคุณในภายหลังได้ เนื่องจากต้องเข้าใจว่าเหล่าพนักงานอินโทรเวิร์ตบางคนอาจชอบพูดคุยแบบตัวต่อตัวมากกว่าการพูดคุยในกลุ่มใหญ่ หรืออาจต้องใช้เวลาสักพักในการตกผลึกต่อสิ่งที่ต้องการถาม
6. สังเกตจุดแข็งและให้โอกาส - เมื่อต้องเป็นผู้มอบหมายงาน ลองพยายามนึกถึงงานหรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของพนักงาน เพราะการจับคู่งานกับจุดแข็งของพนักงาน ไม่เพียงแต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้เปล่งประกายอย่างเต็มที่ พร้อมกับความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าในที่ทำงาน
7. เกลี่ยการสนทนาให้ดี - เมื่อมีการจัดการประชุมกลุ่ม พยายามเป็นตัวกลางที่จะเกลี่ยบทสนทนาในกลุ่มให้ดีที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าเหล่าพนักงานอินโทรเวิร์ตจะมีโอกาสได้พูดหรือแสดงความคิดเห็น
อ่านบทความในรูปแบบเว็บไซต์ทาง https://themomentum.co/worktips-introverts-in-workplace/
ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ
ที่มา:
- nytimes.com
- zenefits.com
#อินโทรเวิร์ต #พนักงานอินโทรเวิร์ต

22/09/2022

UPDATE: ใครไม่ได้เรื่องก็ออกไป! บริษัทใหญ่เตรียมนำการประเมินเข้มงวดกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อรอรับวิกฤตในอนาคต
เป็นเวลานานเกือบ 3 ปีแล้วนับจากจุดเริ่มต้นของโรคระบาดโควิดเมื่อช่วงปลายปี 2019 ที่เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างมากมายในทุกมิติ วันนี้เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายจนแทบจะใกล้เคียงกับชีวิต Pre-COVID และนั่นหมายถึงการทำงานในบริษัทด้วยเช่นกัน
โดยนอกจากที่บริษัทหลายแห่งจะเริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิศตามปกติแล้ว อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตามองคือการที่บริษัทใหญ่หลายแห่งเตรียมที่จะนำการประเมินผลงานแบบเข้มงวดกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ผ่อนปรนด้วยความเห็นใจต่อพนักงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
เป็นการตบบ่าบอกกันแบบสุภาพว่า “ใครผลงานไม่ดี อย่าหาว่าไม่เตือน”
ตามรายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า ผู้บริหารของบริษัทใหญ่หลายแห่งได้ส่งสัญญาณไปถึงระดับผู้จัดการอย่างชัดเจนว่า “หาตัวคนที่ทำผลงานได้ต่ำกว่าเกณฑ์แล้วเชิญออกจากบริษัทไปได้เลย” ซึ่งแม้มันจะฟังดูโหดร้าย แต่สำหรับบริษัทแล้วการคัดกรองพนักงานให้เหลือเฉพาะคนที่ทำผลงานได้ดี ไม่เป็นตัวถ่วงที่คอยเอาเปรียบบริษัทและเพื่อนร่วมงาน เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในช่วงหลังจากนี้จะยิ่งวิกฤตหนักขึ้นไปอีกจากเดิมที่ยังไม่ฟื้นตัวกันเต็มที่
วิธีการประเมินผลงานแบบเข้มงวดที่ละเว้นมาหลายปีจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในบริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Meta Platform, Maher Saba ไปจนถึง Goldman Sachs Group ที่เตรียมเลย์ออฟพนักงานหลายร้อยคนในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลงานประจำปีของธนาคาร
ด้าน ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอยักษ์ใหญ่อย่าง Google ได้เคยกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า เขาต้องการให้บริษัท “มีผลงานที่ดีขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์” ซึ่งหากคิดถึงการตัดสินใจที่มีการควบรวมหลายแผนกเข้าด้วยกัน ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า Google จะ ‘รีเซ็ต’ บริษัทครั้งใหญ่ และในบันทึกถึงพนักงานฉบับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้บอกชัดเจนว่า Google จะชะลอการจ้างงานไปตลอดปีนี้
แน่นอนว่าการกลับมาของการประเมินแบบเข้มงวดย่อมไม่ถูกใจชาวออฟฟิศที่มีจำนวนไม่น้อยรู้สึกทบทวนการทำงานครั้งใหญ่ในช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้วิถีชีวิตการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ในกลุ่มพนักงานที่สร้างผลงานได้ดีที่สุดก็กังวลเกี่ยวกับวิธีการประเมิน โดยจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถจะทำผลงานที่ดีได้โดยไม่จำเป็นจะต้องเอาตัวเลขมาชี้วัด
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้บริหารโดยเฉพาะในบริษัทยักษ์ใหญ่ สิ่งที่มีผลอย่างมากคือต้นทุนของแรงงาน ซึ่งตามข้อมูลจาก Federal Data แสดงให้เห็นว่ากลุ่มงานที่ไม่มีความเสี่ยงนั้น ผลงานต่อจำนวนชั่วโมงการทำงาน ซึ่งติดตามโดยสำนักสถิติกระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา ลดลง 4.1 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 10.2 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆ คือ จ่ายเงินมากขึ้นแต่ได้ผลงานกลับมาน้อยลง
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นความกดดันสำหรับผู้บริหารที่จะต้องพยายามทำให้ผลงานของบริษัทกลับมาเป็นที่น่าพอใจ เพื่อจะตอบบรรดาผู้ถือหุ้นได้ว่าพนักงานที่จ้างมานั้นตอบแทนการทำงานอย่างคุ้มค่า ซึ่งวิธีการประเมินผลงานก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุด
โดยบริษัทที่จัดทำซอฟต์แวร์ประเมินผลงานอย่าง BambooHR เปิดเผยว่า มีบริษัทที่ขอซื้อระบบเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีกลาย และจำนวนพนักงานที่ถูกประเมินผ่านระบบนั้นเพิ่มจาก 61,000 คน เมื่อปี 2021 มาเป็นเกือบ 530,000 คนในปัจจุบัน ซึ่งระบบแบบนี้ช่วยให้การประเมินง่ายขึ้นมาก เพราะทุกอย่างถูกทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าผลงานของพนักงานเทียบกับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการเป็นอย่างไร
งานนี้คนที่รับบทหนักที่สุดคือบรรดาผู้จัดการ ที่เป็นคนกลางระหว่างผู้บริหารกับพนักงานผู้ปฏิบัติการจริง ซึ่งตามรายงานจาก WSJ ระบุว่า ผู้จัดการแผนกจะเป็นคนที่พยายามสร้างความสมดุลระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้พนักงานที่ชีวิตประจำวันก็หนักอยู่แล้วและอยู่ในภาวะใกล้เบิร์นเอาต์ ตกอยู่ในสภาพที่แย่ไปกว่านี้ ด้วยการประนีประนอมและความเห็นอกเห็นใจกัน และไม่ให้ผู้บริหารที่คาดหวังผลงานที่ดีขึ้นจากพนักงานต้องผิดหวังเพราะผลงานของพนักงาน คือความเป็นอยู่ที่ดีของบริษัทและของทุกคน
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า การนำการประเมินผลงานมาใช้เป็นสิ่งที่อาจจะมีประโยชน์ แต่ต้องระวังโทษด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหากนำผลงานมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจเลย์ออฟ ที่อาจทำให้พนักงานดีๆ บางคนโดนลูกหลงไปด้วย ดังนั้น การประเมินผลงานจำเป็นที่จะต้องทำอย่างละเอียด รอบคอบ และเข้าใจธรรมชาติการทำงานในยุคหลังโรคระบาด
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสหรัฐฯ และคาดว่าจะเป็นทุกที่ในโลกคือ การแข่งขันเพื่อความอยู่รอดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การคัดกรองตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นแม้ในที่ทำงาน และหากต้องการจะเป็นผู้ที่อยู่รอดในออฟฟิศ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตั้งใจทำงานเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปหาอย่างอื่นทำ


______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

15/09/2022

"ห้องเรียนเบียดเสียดและคาบเรียนครึ่งวันเป็นสิ่งที่ทำลายจิตใจของเด็ก ๆ ที่เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของสังคม"

"Crowded classrooms and half-day sessions are a tragic waste of our greatest national resource - the minds of our children."

วอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney)
ผู้ร่วมก่อตั้ง (Disney) อาณาจักการ์ตูน ภาพยนตร์แอนิเมชัน สื่อบันเทิง และสวนสนุก ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ที่มาข้อมูล https://www.brainyquote.com/quotes/walt_disney_131649
ที่มารูปภาพ https://commons.wikimedia.org/wiki/Walt_Disney #/media/File:Walt_Disney_and_Dr._Wernher_von_Braun_-_GPN-2000-000060.jpg

#คำพูด #คำคม #จิตรกร #สหรัฐอเมริกา #การ์ตูน #มิกกี้เมาส์ ่อง16
—————————————————————————
ติดตาม TNN Tech ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้ที่
• Website : https://bit.ly/TNNTechWebsite
• Youtube : https://bit.ly/TNNTechYoutube
• TikTok : https://bit.ly/TNNTechTikTok
• Line : https://lin.ee/4fP2tltIo
หรือดูรายการ Live ได้ทาง
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/ #

15/09/2022

SOCIETY: เราอาจจ่าย ‘เงินเดือนพนักงาน’ น้อยเกินไป และจ่าย ‘เงินเดือนผู้บริหาร’ ระดับสูง มากเกินไป หรือเปล่า?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมทุกวันนี้ตื่นตัวในประเด็น ‘ความเหลื่อมล้ำ’ กันมากขึ้น และเป็นปัญหาที่คนเริ่มใส่ใจมากกว่ายุคก่อนๆ ที่ผ่านมา และมันก็มีการพูดคุยกันมากมายหลากหลายถึงต้นตอของความเหลื่อมล้ำ
มีคนพูดอย่างหลากหลายว่ามันเกิดจากอะไร แต่สำหรับคนทำงานเองนั้น ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกล
ว่าจริงๆ แล้วหนึ่งในต้นตอของความเหลื่อมล้ำในวงกว้างก็อยู่ในบริษัทนั่นเอง
คุณรู้ไหมว่า ‘เจ้านาย’ ของคุณ ‘เงินเดือน’ เท่าไร? แน่นอนหลายคนไม่รู้ แต่พอได้รู้ขึ้นมา อาจทำให้เราช็อกได้
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สื่อใหญ่อย่าง Inc. ได้นำเสนอเกี่ยวกับประเด็นนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ เพราะในอเมริกา พวกบริษัทใหญ่ๆ เงินเดือนผู้บริหารระดับสูงสุดอย่าง CEO นั้นสูงกว่าเงินเดือนพนักงานทั่วไปโดยเฉลี่ยถึง 320 เท่า
ใช่แล้ว 320 เท่า! เขียนไม่ผิด และนี่เขาเพิ่งสำรวจมาปี 2020 ซึ่งหมายความว่า ในขณะที่พนักงานรายได้เฉลี่ยเดือนละ 200,000 บาท คนที่เป็น CEO อาจมีเงินเดือนถึงเดือนละกว่า 60,000,000 บาท
และต้องย้ำว่านี่คือ ‘เงินเดือน’ ไม่ใช่ ‘รายได้ทั้งปี’ นะ
อาจฟังดูบ้าบอ แต่มันคือ ‘เรื่องจริง’ และเห็นแบบนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมสังคมมันถึงเหลื่อมล้ำเพียงนี้ เพราะคนรายได้ต่างกันขนาดนี้ทั้งๆ ที่อยู่บริษัทเดียวกัน มันไม่ใช่แค่ต่างกันราวกับอยู่กันคนละประเทศแล้ว มันเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
หลายฝ่ายก็จะบอกว่า ทุกวันนี้ ‘ผู้บริหารมีฝีมือ’ เขา ‘คิดค่าตัวแพง’ จ้างถูกๆ เขาไม่มา ดังนั้นบริษัทก็ต้องยอมจ่าย เพราะผู้บริหารพวกนี้ก็นำพาบริษัทไปสร้างรายได้จริงๆ หรือการยอมจ่ายให้ผู้บริหารปีละหลักพันล้านบาท มัน ‘คุ้ม’ ถ้าผู้บริหารมีปัญญาจะสร้างรายได้เป็น ‘แสนล้านบาท’ ต่อปีให้กับบริษัท
ซึ่งก็นับว่าเป็นประเด็นที่เข้าใจได้ แต่ปัญหาก็คือ ช่องว่างนี้เหมือนจะถูกถ่างออกไปเรื่อยๆ
เพราะเอาจริงๆ แล้วถ้าดูในระยะยาว เราจะเห็นเลยว่าจริงๆ ‘ช่องว่าง’ ของเงินเดือนพนักงานและผู้บริหารระดับสูง ณ ปัจจุบัน มันต่างกันประมาณ 10 เท่าถ้าเทียบกับเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา
หรือพูดง่ายๆ ถ้าจะกล่าวเป็นตัวเลขในยุค 1970 พนักงานทั่วๆ ไปอาจได้เงินเดือน 100,000 บาท ผู้บริหารระดับสูงก็จะได้เงินเดือนประมาณเดือนละ 3,000,000 บาท ซึ่งถึงมันห่างกัน แต่มันก็ไม่ได้ห่างบ้าบอระดับที่พนักงานได้เงินเดือน 200,000 บาท ส่วนผู้บริหารระดับสูงได้ 60,000,000 บาทแบบทุกวันนี้
ซึ่งจะบอกว่าผู้บริหารนั้น ‘ทำงานหนัก’ ขึ้นเหรอ? ก็ไม่ใช่แน่นอน เพราะแม้แต่ฝ่ายที่เชียร์ผู้บริหารก็ยังไม่อ้างแบบนี้ และเอาจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นและทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็คือในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ‘อำนาจต่อรอง’ ของฝ่ายพนักงานมันต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นสหภาพแรงงานที่อำนาจน้อยลง ภาวะโลกาภิวัตน์ที่ทำให้บริษัทสามารถหาแรงงานราคาถูกได้ทั่วไป รวมถึงอัตราว่างงานที่สูงที่ผลักให้แรงงานยอมรับค่าจ้างต่ำลง ฯลฯ
นี่เลยทำให้ไม่มีแรงผลักดันในการขึ้นค่าแรงจากฝั่งแรงงาน และเป็นผลให้ค่าแรงเป็นสิ่งที่ขึ้นช้ากว่าราคาสินค้าและงานบริหารอื่นๆ จึงทำให้ผ่านมา 50 ปี มาถึงปัจจุบันนี้ เหล่าคนทำงานระดับล่างก็บ่นสารพัดว่าไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ กยศ. ไม่มีเงินซื้อบ้าน ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คนทำงานระดับเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกว่าแพงอะไรเลยเมื่อ 50 ปีก่อน และขนาดคนทำงานระดับล่างก็ยังสามารถซื้อบ้านได้
ดังนั้น เราจ่ายเงินให้ผู้บริหารเยอะเกินไปไหมอาจไม่สำคัญ เท่าประเด็นที่ว่า เราให้เงินกับพนักงานทั่วไปน้อยเกินไปหรือเปล่า?
และทุกวันนี้มันเริ่ม ‘สร้างปัญหา’ แล้ว เพราะการจ่ายเงินพนักงานน้อย มันหมายถึง ‘พลังบริโภค’ ในสังคมก็ค่อยๆ ลดลงในระยะยาว ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และยอดขายและรายได้ของบริษัทก็ลดลงตาม
ถามว่าจะแก้ยังไง? คำตอบก็ไม่ได้ยาก เงินเดือนของพนักงานจะต้องเพิ่มขึ้นทั้งหมดตามสัดส่วน ส่วนเงินเดือนผู้บริหารก็ต้องลดลง และเราก็ต้องตระหนักว่า การลดเงินเดือนของผู้บริหารมันไม่ได้คอขาดบาดตาย และภาวะที่ผู้บริหารมีเงินเดือนระดับทำงานแค่เดือนเดียวก็มีเงินพอใช้ไปทั้งชีวิต หรือทำงานแค่วันเดียวก็ทำรายได้มากกว่าที่พนักงานคนหนึ่งจะทำได้ทั้งปี ก็อาจจะต้องถูกตั้งคำถาม
และที่บอกว่าไม่คอขาดบาดตายก็เพราะ ถ้าไปดูแถบสแกนดิเนเวียเราก็จะเห็นเลยว่า รายได้ของพวกผู้บริหารมันน้อยกว่าฝั่งอเมริกามาก ทั้งที่ประเทศพวกนี้ทั้งค่าครองชีพสูงกว่าแถมยังเก็บภาษีเงินได้ดุเดือดกว่ามาก ดังนั้นรวมๆ รายได้ของผู้บริหารในประเทศแถบนี้ถ้าหักภาษีไปแล้ว เต็มที่ก็ได้เงินเดือนมากกว่าพนักงานทั่วๆ ไปโดยเฉลี่ยในหลัก 10 เท่า ไม่ใช่เป็น 100 เท่าแบบที่เกิดในอเมริกา
แต่ผู้บริหารระดับสูงแถบนี้ก็ยืนยันว่าชีวิตดี แฮปปี้ดี เพราะสังคมมันดี ซึ่งสังคมที่ดีที่ว่า มันก็ได้มาจากการที่เราจ่ายเงินให้พนักงานทั่วไปเยอะ เขาไม่เป็นหนี้ ไม่เครียด มีเงินซื้อสินค้าและบริการสบายๆ ส่วนคนที่ไม่สามารถทำงานได้ รัฐก็ช่วยเหลือ ทำงานไม่ไหวก็เลี้ยงดูตามความเหมาะสม ไม่ให้ไปก่ออาชญากรรมเพราะไม่มีจะกิน และก็คงจะไม่ต้องนับสวัสดิการอีกสารพัดที่สังคมจะพึงมีให้คนทุกชนชั้นอย่างเท่าเทียมอีก
ทั้งหมดเกิดจากระบบการจ่ายเงินให้กับทุกคนในสังคมอย่างเป็นธรรม รวมไปจนถึงระบบการเก็บภาษีที่เอื้อให้เกิดการกระจายรายได้ในสังคม และสร้างหลักประกันในชีวิตให้กับผู้คนในสังคมทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน
อาจจะถึงเวลาที่เราจะต้องยอมรับว่า ‘โลกทัศน์แบบอเมริกัน’ ที่ขยายเงินเดือนของผู้บริหารไปจนบ้าบอและกดเงินเดือนพนักงานเอาไว้ มันคือ ‘ปัญหา’ หรือกระทั่ง ‘ต้นตอ’ ของความเหลื่อมล้ำที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ทุกวันนี้
แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้บ้าง ผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกมีเงินเดือนสูงเกินไปจริงไหม และพนักงานทั่วไปมีเงินเดือนที่ต่ำเกินไปจริงหรือเปล่า มาแชร์กันได้เลย
อ้างอิง: Inc. CEOs Make 1,322 Percent More Now Than in 1978. This Is Why It's Hurting Your Company. https://bit.ly/3vrz6Wc
CNBC. Lower CEO Pay and Better Results in Europe? https://www.cnbc.com/id/100540655

08/09/2022

UPDATE: วอลุ่มล็อตใหญ่ Tencent โผล่กว่า 2.7 แสนล้านบาท จับตาหุ้นใหญ่เทขาย สะท้อนขาลงหุ้นเทคจีนอาจยังไม่จบ
จากข้อมูลในระบบของ Clearing and Settlement ของตลาดหุ้นฮ่องกง ปรากฏรายงานซื้อขายหุ้นของบริษัท Tencent Holdings มูลค่า 7.6 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นการขายจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท
รายงานดังกล่าวแสดงหุ้นที่ซื้อขายจำนวน 192 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 2% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ Tencent ทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งมองว่าอาจจะเป็นการขายออกมาของ Naspers Ltd. ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ Tencent ซึ่งมีรายงานการถือหุ้นล่าสุดอยู่ราว 29%
ทั้งนี้ Naspers เป็นบริษัทในเครือของ Prosus N.V. บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นนักลงทุนกลุ่มแรกๆ ที่เข้าลงทุนใน Tencent ตั้งแต่เมื่อ 2 ทศวรรษก่อน
ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Prosus กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะลดสัดส่วนการถือหุ้น Tencent เพื่อใช้เป็นเงินทุนรองรับการซื้อหุ้นคืนของบริษัทในเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ราคาหุ้นของ Tencent ล่าสุด ลดลง 2.8% ในวันนี้ ถือเป็นการปรับตัวลงกว่า 20% นับแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
Steven Leung กรรมการบริหารของ UOB Kay Hian ฮ่องกง เปิดเผยว่า ผู้คนต่างกังวลว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะยังคงขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง และยังไม่มีการระบุว่าการขายจะจบลงเมื่อใด การเปลี่ยนแปลงในระบบ Clearing มักจะนำมาซึ่งความกังวลว่าจะมีแรงขายตามมาอีกในอนาคต
สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกของ Tencent ได้แก่ Naspers Ltd. 28.8%, Pony Ma 7.4%, Vanguard Group Inc. 2.5%, BlackRock Inc. 2.1% และ FMR LLC 1.1%
นอกจากนี้ จะเห็นว่านักลงทุนระดับโลกหลายรายต่างตัดขายหุ้นเทคโนโลยีของจีนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อาทิเช่น Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ซึ่งตัดขายหุ้น BYD Co. ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ หรืออย่าง SoftBank Group Corp. ก็มีแผนจะขายหุ้น Alibaba Group Holding Ltd. ออกมาเช่นกัน
หุ้นเทคโนโลยีของจีนต่างเผชิญกับการที่นักลงทุนให้มูลค่าต่ำลง เป็นผลจากการเข้ามาคุมเข้มของรัฐบาลจีนและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ Tencent ซึ่งเผชิญกับรายได้ที่ลดลง พยายามจะลดความกังวลของนักลงทุนด้วยการลดต้นทุนและขายสินทรัพย์บางส่วน ซึ่งก็รวมถึง JD.com Inc. และ Sea Ltd. รวมทั้งออกแผนในการซื้อหุ้นคืนจากตลาด
จากข้อมูลที่เปิดเผยล่าสุดของ Tencent พบว่า Prosus ขายหุ้นออกมา 3.9 ล้านหุ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ จากจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 2,765 ล้านหุ้น และตั้งแต่ Prosus ประกาศแผนจะลดสัดส่วน ทาง Tencent ได้ซื้อหุ้นคืนไปแล้วประมาณ 25.8 ล้านหุ้น
Justin Tang หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดเอเชียของ United First Partners กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นภาวะ Overhang สำหรับหุ้น Tencent แต่ด้วยแรงขายที่ไม่ได้เป็นแบบยกล็อตก็อาจจะไม่น่ากังวลนัก ราคาหุ้นที่ลดลงในช่วงไม่กี่วันนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขายของ Naspers แต่ก็เป็นผลจากตลาดด้วย รวมทั้งแรงกดดันจากภาครัฐต่อหุ้นเทค”


______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

08/09/2022

"ลุกนั่ง (ซิทอัพ) 30 วินาที" หากทำได้ 25 ครั้งจะได้คะแนนเต็ม หรือหากทำได้ 19 ครั้งได้คะแนนไปครึ่งหนึ่ง นี่คือส่วนหนึ่งในการทดสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งจะมีทั้งทดสอบด้านวิชาการ และพลศึกษา อย่างเข้มข้น
รร.เตรียมทหาร เป็นสถาบันการศึกษาระดับ ม.ปลาย สำหรับผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อใน รร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้า รร.นายเรือ รร.นายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช และ รร.นายร้อยตำรวจ ผู้ที่ศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร เรียกว่า นักเรียนเตรียมทหาร หรือ นตท.
รร.เตรียมทหาร มีศิษย์เก่าในแวดวงทหารและตำรวจหลายท่าน อาทิ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รุ่นที่ 6, พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส รุ่นที่ 8, พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร รุ่นที่ 10 (ภายหลังถูกถอดยศ พ.ต.ท.เมื่อ 5 ก.ย.58) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รุ่นที่ 12
วันนี้ เด็กดีอินโฟ จะพาไปติดตาม "เรื่องน่ารู้ รร.เตรียมทหาร ทำเนียบพี่น้อง และการสอบเข้า" สถาบันในฝันของน้องๆ หลายคน
#เตรียมทหาร

08/09/2022

มาไทยแล้ว! BYD เตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในระยอง หวังเป็นแหล่งผลิตในอาเซียน รัฐบาลไทยหนุน
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย (BoI) ระบุว่า บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน BYD จะเข้ามาลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดระยองด้วยเงินมูลค่า 17.9 พันล้านบาท โดยซื้อที่ดิน 700 ไร่จากนิคมอุตสาหกรรม WHA ในประเทศไทย ซึ่ง BYD หวังจะให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
BoI ได้อนุมัติการลงทุนของ BYD แล้วดังนั้นการลงทุนจะต้องเริ่มขึ้นภายใน 3 ปี ส่วนการแถลงข่าวของ WHA และ Liu Xeuliang ผู้จัดการฝั่งเอเชียแปซิฟิกของ BYD จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้
BYD เพิ่งร่วมมือกับบริษัทไทย Rever Automotive เป็นตัวแทนเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากจีน และมีแผนขายรถยนต์รุ่น Dolphin ในไทยภายในสิ้นปีนี้
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเงินอุดหนุนการผลิตจากรัฐบาลซึ่งอาจมากถึง 150,000 ต่อคันซึ่งจะทำให้บริษัทตั้งราคาได้ถูกลง และเนื่องจาก BYD เป็นบริษัทสัญชาติจีนก็จะได้ประโยชน์จากข้อตกลงอาเซียน-จีน ตั้งแต่ปี 2005 ทำให้สามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่เสียภาษี
ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือ 2% เพื่อให้ผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ไทยกลายเป็นแหล่งรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน รวมถึงมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าถึง 30% จากยานพาหนะที่ขายได้ทั้งหมดในประเทศภายในปี 2030
ที่มา - https://asia.nikkei.com/Business/Automobiles/Top-China-EV-producer-BYD-to-build-cars-in-Thailand

08/09/2022

ปีนี้เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นจีนเผชิญมรสุมข่าวร้ายต่างๆ ที่พัดกระหน่ำไม่ยั้ง ล่าสุดประเทศจีนเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 150 ปี ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าภายในประเทศ ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดที่ยังไม่จบสิ้นง่ายๆ ล่าสุดมีหลายเมืองที่ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ทั้งที่เศรษฐกิจเพิ่งกลับมาฟื้นตัวได้ไม่กี่เดือน หลังรัฐบาลจีนประกาศคลายล็อกดาวน์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
แล้วเศรษฐกิจจีนหลังจากนี้จะไปต่ออย่างไร ขยายตัวได้มากน้อยแค่ไหน เราควรใส่เงินลงทุนอย่างไรดี บทความนี้มีคำตอบ
อ่านต่อ https://thestandard.co/chinese-economy-measure/


______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

07/09/2022

WORLD: โลกร้อนทำปูม้าบุกทะเลแอฟริกาเหนือ ชาวประมงปวดหัว เพราะแถวนั้นไม่มีใครกิน
คุณชอบกินปูอะไรกันบ้าง? ในไทย บรรดาปูที่คนชอบกินปูนิยมกันก็น่าจะหนีไม่พ้นปูม้า เพราะมันหวานอร่อยสุดๆ นี่เลยทำให้มันมีราคาแพงตามไปด้วย
แต่รู้ไหมว่าปูชนิดเดียวกันนี้ ในบางพื้นที่ กลับทำเอาคนปวดหัวสุดๆ
เรื่องเกิดเมื่อปี 2014 อยู่ดีๆ ชาวประมงตูนิเซียในแอฟริกาเหนือก็พบปูหน้าตาประหลาด มีพฤติกรรมดุร้ายสุดๆ ตอนแรกก็เจอไม่กี่ตัวหรอก แต่ตอนหลังเรียกได้ว่าลากอวนแล้วเกินครึ่งหนึ่งของสิ่งที่จับได้คือปูที่ว่านี่แหละ
ปูที่ว่ามันคือ'ปูม้า' และที่คนตูนิเซียงงก็เพราะ สมัยก่อนปูชนิดนี้ไม่เคยมีในน่านน้ำแถวนั้น และที่อยู่ดีๆ มันโผล่มา ก็เพราะว่าภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยน และทำให้น้ำทะเลบริเวณนั้นอุ่นพอที่จะทำให้ปูม้าอาศัยอยู่และแพร่พันธุ์ได้ ซึ่งปูม้านี่ก็แพร่พันธุ์เร็วโหดอยู่ เลยทำให้ชาวประมงต้องอึ้งที่ลากอวนไปเมื่อใดก็เจอแต่ปูม้า
และนี่เลยทำให้ชาวประมงปวดหัวมาก เพราะแถวนั้นเขาไม่กินปูกัน
ต้องเข้าใจก่อนว่า คนตูนิเซียส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี สำนักมาลีกี ซึ่งภายใต้ความเชื่อสำนักนี้ปูเป็นสิ่งที่กินได้ (บางสำนักห้ามกินปู) อย่างไรก็ดี พอมาเป็นเรื่องของ ‘ปูต่างถิ่น’ คนที่อยู่ในกรอบคำสอนของศาสนาที่ต้องถามตัวเองเสมอว่า สิ่งนี้กินได้ไหม ก็ย่อมมีความลังเลมากกว่าคนที่อยู่ในกรอบคิดที่ไม่มีข้อห้ามทางอาหารใดๆ เลยก่อนจะตัดสินใจกิน และนี่ก็ยังไม่นับว่า ต่อให้เป็นคนไทยที่กินแทบทุกอย่าง ถ้ามีปูหน้าตาแปลกๆ มาโผล่ในไทย ก็ใช่ว่าคนจะกินกันทันที เพราะมันก็จะมีคำถามไปเรื่อยว่า มีพิษไหม? เนื้อเยอะไหม? อร่อยไหม? หรือพูดง่ายๆ แทบไม่มีมนุษย์ที่ไหนหรอกที่จะยอมกินสิ่งที่ตนไม่เคยกินกันง่ายๆ
นี่เองทำให้ชาวประมงตูนิเซียปวดหัวสุดๆ เพราะตอนแรกไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ จนสุดท้าย องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติได้เข้าไป ‘ชี้ทางสว่าง’ ว่า ปูชนิดนี้เป็นของอร่อยในเอเชียนะ ถ้าจับได้ก็ส่งออกได้เลย คนแถวนี้ชอบ รัฐบาลก็เลยสนับสนุนให้แช่แข็งส่งออก และชาวประมงก็เลยมีวิธีการแปลงปูประหลาดที่ไม่มีใครแถวนั้นกินไปเป็นสินค้าส่งออกในที่สุด..ตอนนี้หลายๆ คนก็อาจจะเริ่ม ‘อ๋อ’ แล้วใช่ไหม? ถ้าเราเคยกินพวก ‘ปูม้าแช่แข็ง’ ในไทย ก็มีโอกาสสูงมากๆ ที่จะเป็น ‘ปูม้าจากตูนิเซีย’ และถ้าเราไปค้น ‘ปูม้าตูนิเซีย’ ใน Google เราก็จะพบว่ามันมีขายเต็มไปหมดในไทย
ซึ่งที่เล่ามาทั้งหมด ก็นี่แหละคือที่มาของปูม้าแช่แข็งราคาถูกๆ ที่ขายกันในไทย จำนวนมากมันมาจากตูนิเซียนี่แหละ คนที่โน่นเขาแทบไม่กินกัน จับได้ก็ส่งออกอย่างเดียว และนี่ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่มากๆ ที่เกิดไม่ถึง 10 ปี อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนนั่นเอง

อ้างอิง: BBC. The crab invading the Mediterranean Sea. https://bbc.in/3KLiT5P
DW. Tunisian fishermen serve up a destructive invasive delicacy. https://bit.ly/3Qk2MNA
The Guardian. Crab invasion: alien species goes from pest to profit – a photo essay. https://bit.ly/3wX6R3u
ANSAmed. FAO helps Tunisia make use of blue crabs. https://bit.ly/3TLqchS

07/09/2022

🚩Top 10 พาสปอร์ตสุดสตรองแห่งเอเชีย

‘Henley Passport Index’ เป็นแพลตฟอร์มจัดอันดับพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก International Air Transport Association (IATA) หรือ สมาคมขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ ได้รายงานผลการจัดอันดับพาสปอร์ต 199 เล่มจากดินแดนทั่วโลกที่สามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง 227 แห่ง โดยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้
กรณีไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าก่อนเดินทางจะได้ 1 คะแนน
กรณีต้องขอวีซ่าล่วงหน้าก่อนเดินทางจะได้ 0 คะแนน
** คะแนนรวมของพาสปอร์ตแต่ละเล่ม = จำนวนปลายทางที่ไม่ต้องขอวีซ่า
อันดับ 1 ญี่ปุ่น : เดินทางได้ 193 ประเทศ (อันดับ 1 ของโลก)
อันดับ 2 สิงคโปร์ & เกาหลีใต้ : เดินทางได้ 192 ประเทศ (อันดับ 2 ของโลก)
อันดับ 3 มาเลเซีย : เดินทางได้ 179 ประเทศ (อันดับ 13 ของโลก)
อันดับ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ : เดินทางได้ 176 ประเทศ (อันดับ 15 ของโลก)
อันดับ 5 ฮ่องกง : เดินทางได้ 171 ประเทศ (อันดับ 18 ของโลก)
อันดับ 6 บรูไน : เดินทางได้ 166 ประเทศ (อันดับ 22 ของโลก)
อันดับ 7 อิสราเอล : เดินทางได้ 159 ประเทศ (อันดับ 24 ของโลก)
อันดับ 8 ไต้หวัน : เดินทางได้ 145 ประเทศ (อันดับ 34 ของโลก)
อันดับ 9 มาเก๊า : เดินทางได้ 144 ประเทศ (อันดับ 35 ของโลก)
อันดับ 10 จอร์เจีย : เดินทางได้ 116 ประเทศ (อันดับ 52 ของโลก)
สำหรับพาสปอร์ตของประเทศไทย ติดอยู่ในอันดับ 19 ของเอเชียและอันดับ 70 ของโลก สามารถเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าได้ทั้งหมด 79 ประเทศ

ที่มา ➡️ dek-d.com/studyabroad/61010/

#พาสปอร์ต #จัดอันดับ #เดินทาง #ไปต่างประเทศ

ที่อยู่

16F Times Square Building, 246 Sukhumvit Road , Klong Toei Bangkok Thailand 11000 Tel. 02-6265999 กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HR Consulting - FDI A&Aผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง HR Consulting - FDI A&A:

แชร์