YAK green channel

YAK green channel ต้นไม้ วนเกษตร ป่าเศรษฐกิจ ธรรมชาติ
(1)

"ยักษ์เขียว" หรือ YAK Green Channel ตั้งใจสร้างเนื้อหาดีๆ เกี่ยวกับต้นไม้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การปลูกป่าเศรษฐกิจ เกษตรทันสมัย เศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบที่สร้างสรรค์ เข้าใจง่าย เริ่มต้นจากก้าวแรก เพื่อสร้างชุมชนคนรัก "สีเขียว" สู่การลงมือทำ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโลกใบนี้ร่วมกัน

🚀 “ได้รับแล้วครับ…บัตรส่งเสริมฯ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”อีกหนึ่ง Milestone สำคัญของ YAK GREENบัตรส่งเสริ...
19/08/2026

🚀 “ได้รับแล้วครับ…บัตรส่งเสริมฯ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
อีกหนึ่ง Milestone สำคัญของ YAK GREEN
บัตรส่งเสริม

คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
เลขที่ 69-0025-C-M1-0-0

ให้แก่ บริษัท ยักษ์เขียว จำกัด (YAK GREEN COMPANY LIMITED)
ภายใต้ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

สำหรับผม…
บัตรใบนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “บัตรที่ทำให้เราได้รับสิทธิประโยชน์” จากโครงการ BOI-STEM++ เท่านั้น

แต่มันคือ
“โอกาส” และ “ความรับผิดชอบ”
ในการร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนา
🌱 อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย

ผ่านสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศ นั่นคือ
“คน”

คนที่มีทักษะสูง
คนที่เข้าใจ STEM
Science / Technology / Engineering / Mathematics

คนที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปแก้ปัญหาในโลกจริง
คนที่สามารถพัฒนาตัวเองจากเกษตรกร
ไปสู่ ผู้ประกอบการเกษตรนวัตกรรม — Agripreneur

และคนทุกรุ่น ที่มีหัวใจและมุมมองใหม่ ที่มองเห็นว่า
“ภาคเกษตร” ไม่ใช่อุตสาหกรรมแห่งอดีต
แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย

เพราะประเทศไทยมี “ต้นทุน” ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

เรามีทรัพยากร
เรามีความหลากหลายทางชีวภาพ
เรามีองค์ความรู้
เรามีเกษตรกร
เรามีนักวิจัย
เรามีมหาวิทยาลัย
และเรามีผู้ประกอบการจำนวนมาก

สิ่งที่เราต้องทำ คือ
เติม Science
เติม Technology
เติม Innovation
เติม Business
เติม AI
และเติม Future Skills ลงไปในสิ่งที่เรามี

แล้วเปลี่ยน “ความได้เปรียบที่ประเทศไทยมีอยู่”
ให้กลายเป็น ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน

นี่คือสิ่งที่พวกเราอยากทำผ่าน BOI-STEM++
และแน่นอนว่า งานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว

🙏 ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน
- ตั้งแต่ผู้ริเริ่มนโยบายอย่าง กระทรวงการคลัง และ กระทรวง อว.
- หน่วยงานสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ทั้ง BOI และ สอวช.
- เพื่อนๆ ชาว YAK GREEN ทุกคน

รวมถึง Subnode มหาวิทยาลัยและหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็น
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- JGSEE, KMUTT
- มหาวิทยาลัยบูรพา
- และเครือข่ายพันธมิตรอีกหลายแห่ง

ขอบคุณเหล่ากัลยาณมิตร
- พี่เอก และเหล่านักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชั้นนำจาก วช. และ สวทช.
- อ.โอ๊ต
- รวมถึงคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสิบชีวิต

ที่ช่วยกันเอาองค์ความรู้จากห้อง Lab
จากมหาวิทยาลัย
จากงานวิจัย
จากภาคธุรกิจ
และจากประสบการณ์จริง

มาร่วมกันสร้างเป็น
หลักสูตรด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่คนสามารถนำไปใช้ได้จริง
จำนวน 6 หลักสูตร ครอบคลุมผู้เข้าอบรม 2,440 คน

ในโอกาสต่อๆ ไป ผมจะค่อยๆ มาเล่าแยกให้ฟังทีละหลักสูตรครับ 😊

และอีกกลุ่มที่ขาดไม่ได้เลย คือ
“ทีมหลังบ้าน” ที่แข็งแรงมาก
💚 Project Advisory & Quality Assurance Team: พี่หวาน / พี่ลี
💚 Project Manager: Mo

รวมถึงทีมสนับสนุนอีกหลายชีวิต
ขออนุญาตกล่าวชื่อเพียงส่วนหนึ่ง
พี่ตุ๊กตา / พี่ปลา / อุ้ม / แจง / ไอซ์ / ตี้
และทุกคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการนี้

วันนี้ จากทั้งหมด 6 หลักสูตร
เราเริ่มดำเนินการไปแล้ว 3 หลักสูตร รวม 5 รุ่น

และทุกหลักสูตรที่ผ่านไป
ทำให้เราเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า

ผลลัพธ์ที่แท้จริงของโครงการนี้
ไม่ใช่เอกสาร ไม่ใช่ตัวเลข และไม่ใช่บัตรส่งเสริม

แต่คือ
“คน”

ที่เข้ามาอบรม และเดินออกจากห้องเรียนไป
พร้อมกับความรู้ ทักษะ เครือข่าย และความมั่นใจที่มากกว่าเดิม

คนเหล่านี้จะกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า
ต่อตัวเขาเอง
ต่อครอบครัว
ต่อองค์กร
ต่ออุตสาหกรรม
และท้ายที่สุด…
ต่อประเทศไทย

นี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นครับ
ยังมีอีกหลายหลักสูตร
หลายรุ่น
หลายร้อย หลายพันชีวิต
ที่พวกเราจะได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน

และผมยังเชื่อเหมือนเดิมว่า
“การพัฒนาประเทศ อาจเริ่มต้นจากนโยบาย
แต่ประเทศจะเปลี่ยนแปลงได้จริง ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยน ‘คน’ ให้พร้อมสำหรับอนาคต”

มาช่วยกันสร้างคน
สร้างโอกาส
สร้างนวัตกรรม
และสร้างประเทศไทยที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืนไปด้วยกันครับ 🇹🇭🌱🚀

จากใจพวกเราชาว “YAK GREEN”
บอม โอฬาร วีระนนท์

#ยักษ์เขียว

#กระทรวงการคลัง #กระทรวงอว
#สอวช
#สร้างคนสร้างประเทศ



#เกษตรนวัตกรรม #ประเทศไทยแข่งขันได้

🌿 จาก Focus Group สู่ HAVEN ที่ “ตอบโจทย์ชีวิตจริง” มากขึ้นหลังจากพวกเราชาว "YAK GREEN ได้เปิดวง Focus Group เพื่อรับฟัง...
09/08/2026

🌿 จาก Focus Group สู่ HAVEN ที่ “ตอบโจทย์ชีวิตจริง” มากขึ้น

หลังจากพวกเราชาว "YAK GREEN ได้เปิดวง Focus Group
เพื่อรับฟังมุมมองต่อ "HAVEN Project"
สิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่แค่คำชม แต่คือคำถามและ Insight ที่ทำให้เรากลับมาคิดใหม่หลายเรื่อง

และสำหรับผม นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ Focus Group

เพราะถ้าฟังแล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิม แปลว่าเราอาจยังไม่ได้ฟังมากพอ
วันนี้จึงอยากสรุปสิ่งสำคัญที่เราจะนำไปพัฒนาต่อครับ

🌱 1. Retirement ไม่ได้ขึ้นกับ “อายุ” แต่ขึ้นกับ “อิสระ”
หนึ่งใน Insight ที่ชัดที่สุด คือคำว่า "บ้านวัยเกษียณ” อาจจำกัดความหมายของโครงการมากเกินไป

เพราะ Retirement ในความหมายใหม่ อาจไม่ได้เริ่มตอนอายุ 60 หรือวันที่เลิกทำงาน

แต่เริ่มในวันที่เรา...
"มีอิสระมากพอที่จะเลือกได้ว่า ชีวิตจากวันนี้อยากเป็นแบบไหน"
จะทำงานต่อก็ได้
ทำงานน้อยลงก็ได้
เริ่มต้นธุรกิจใหม่ก็ได้
ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นก็ได้
หรือเลือกใช้ชีวิต ใกล้ธรรมชาติมากขึ้นก็ได้

ดังนั้น HAVEN อาจไม่ใช่ “บ้านสำหรับคนเกษียณ”
แต่คือ
Community สำหรับ “วัยแห่งความเป็นอิสระ”

วัยที่เราเริ่มออกแบบชีวิตด้วยตัวเอง มากกว่าปล่อยให้หน้าที่และเงื่อนไขรอบตัวเป็นคนกำหนด

🏡 2. ความปลอดภัยที่แท้จริง อาจเริ่มจาก “คนรอบตัว”
คำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” มีความหมายต่างกันสำหรับแต่ละคน
บางคนมองเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย
บางคนมองเรื่องสุขภาพและโรงพยาบาล

แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงมาก คือ
"การมี Community และเพื่อนบ้านที่รู้จักกัน"

เดินออกจากบ้านแล้วรู้ว่าใครอยู่ข้างๆ
มองเห็นกัน
ทักทายกัน
และช่วยกันได้เมื่อจำเป็น

บางครั้ง ความรู้สึกปลอดภัยอาจไม่ได้มาจากรั้วที่สูงที่สุด

แต่อาจมาจาก
“การรู้ว่าเราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”

❤️ 3. หลังจากมีอิสระแล้ว เรายังอยาก “มีคุณค่า”
การทำงานน้อยลง ไม่ได้แปลว่าเราอยากหยุดสร้างประโยชน์

หลายคนยังอยากแบ่งปันประสบการณ์
ทำสิ่งที่ตัวเองรัก
ช่วยเหลือชุมชน
สร้างงาน
ปลูกต้นไม้
ทำเกษตร
หรือทำบางอย่างที่มีความหมายต่อคนอื่น

HAVEN จึงไม่ควรเป็น Community ที่ตัดขาดจากสังคม

แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนสามารถ
Living + Learning + Sharing + Contributing
ได้ในแบบของตัวเอง

🌳 4. ไม่ใช่ “บ้านจัดสรรที่มีต้นไม้”
แต่คือ “บ้านที่แทรกตัวกับธรรมชาติ”
นี่เป็น Feedback ที่ชัดมาก

เราไม่ควรสร้างบ้านก่อน แล้วค่อยเอาต้นไม้มาตกแต่ง

แต่ควรให้
"ธรรมชาติเป็น Master Plan"
แล้วให้บ้านค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปอย่างกลมกลืน

นั่งอยู่ในบ้านแล้วเห็นต้นไม้
ตื่นเช้ามาเห็นธรรมชาติ
เดินออกจากบ้านแล้วสามารถเดิน วิ่ง
และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวได้จริง

Landscape จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ “มองแล้วสวย”

แต่ต้องเป็น "Living Landscape"
ที่ทำให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

🏠 5. บ้านไม่ต้องใหญ่ แต่ต้อง “คิดมาดี”
หลายคนไม่ได้ต้องการบ้านหลังใหญ่

แต่ต้องการบ้านที่ "อยู่แล้วง่าย"
ใช้พื้นที่คุ้มค่า
มี Storage เพียงพอ
มีทางเลือกสำหรับคนอยู่คนเดียวหรือสองคน
รองรับการใช้ชีวิตในอนาคต
คำนึงถึงฮวงจุ้ย
และออกแบบให้ใช้ลม แสง ร่มเงา
และ "Natural Ventilation" ได้ดีที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการพูดถึง "Tiny House Nation" จากหลายคน
ทำให้เราเริ่มเห็นว่าโจทย์อาจไม่ใช่
“ทำอย่างไรให้บ้านใหญ่ขึ้น”

แต่คือ
“ทำอย่างไรให้พื้นที่เท่าเดิม ทำให้ชีวิตดีขึ้น”

🚗 6. อยู่กับธรรมชาติได้ แต่ต้องไม่ “ตัดขาดจากชีวิตเดิม”
เรื่องของ Location ไม่ใช่แค่ถามว่า
“ไกลจากกรุงเทพฯ กี่กิโลเมตร?”

แต่ต้องถามว่า
“ระยะทางนั้นสร้างคุณค่าให้ชีวิตได้หรือไม่?”
เพราะคนจำนวนมากยังมีครอบครัว
เพื่อน งาน โรงพยาบาล หรือความผูกพันอยู่ในเมือง

HAVEN จึงต้องอยู่ในระยะที่คนสามารถกลับกรุงเทพฯ ได้
และลูกหลานสามารถเดินทางมาเยี่ยมได้อย่างไม่เป็นภาระ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง...
ผมคิดว่า “การเดินทาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเวลาที่เสียไปบนถนน

ถ้าเราออกแบบ Location และเส้นทางได้ดี
ระยะทางนั้นอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต
เป็นเส้นทางที่พาครอบครัวแวะกินข้าวด้วยกัน

มีตลาด มีสวน มีร้านกาแฟ มีแหล่งท่องเที่ยว
มีธรรมชาติและเรื่องราวระหว่างทาง

ทำให้การมา HAVEN ไม่ใช่
“ต้องขับรถไปเยี่ยมพ่อแม่”

แต่กลายเป็น
“วันหยุดที่เราอยากพาครอบครัวไปใช้เวลาด้วยกัน”

ระยะทางที่ดี จึงไม่ใช่แค่ “ใกล้”
แต่คือระยะทางที่ "เชื่อมธรรมชาติ ครอบครัว และชีวิตเข้าด้วยกันได้"

💡 7. เราไม่ได้ออกแบบแค่ “บ้าน”

แต่กำลังออกแบบ “ระบบการใช้ชีวิต”
อีก Insight สำคัญ คือคนไม่ได้ถามเพียงว่า
บ้านเป็นอย่างไร?

แต่ถามต่อว่า
จะเข้าไปใช้ชีวิตอย่างไร?

บางคนอยากเป็นเจ้าของ
บางคนอยากเช่า
บางคนอยากลองอยู่ก่อน
และแต่ละคนมีความพร้อมต่างกัน

ดังนั้น HAVEN ต้องคิดให้ครบทั้ง
" House + Nature + Community + Service + Lifestyle + Business Model "

และสุดท้ายต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า
“HAVEN ให้อะไรที่การซื้อบ้านหรือที่ดินทั่วไปให้ไม่ได้?”

---
หลังจาก Focus Group ครั้งนี้
ภาพของ HAVEN เปลี่ยนจากเดิมพอสมควร

จาก
“Community เพื่อการใช้ชีวิตวัยเกษียณ”

กำลังค่อยๆ ชัดขึ้นเป็น

“Community สำหรับวัยแห่งความเป็นอิสระ
ที่ให้เราเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง
ท่ามกลางธรรมชาติ ผู้คน และสิ่งที่ยังมีความหมาย”

เพราะบางที Retirement อาจไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงาน
และไม่ได้ขึ้นกับว่าเราอายุเท่าไร

แต่มันอาจเริ่มต้นในวันที่เรา...
"มีอิสระที่จะเลือกชีวิตของตัวเองได้จริงๆ"

นี่คือการบ้านที่พวกเราชาว "YAK GREEN" จะนำไปพัฒนาต่อ ทั้ง Positioning, Site, Master Plan, Landscape, House Design, Community, Service และ Business Model

จาก “สิ่งที่เราอยากสร้าง”
ไปสู่
“สถานที่ที่คนอยากใช้ชีวิตอยู่จริง” 🌳🏡💚

"HAVEN Project by YAK GREEN"
** บ้านที่แทรกตัวกับธรรมชาติ สำหรับวัยแห่งความเป็นอิสระ **

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ค่อยๆ ติดตามไปกับพวกเราชาว "ยักษ์เขียว" ด้วยกันนะครับ

#ยักษ์เขียว #เกษียณสุข #บ้านหลบภัย
#บ้านที่แทรกตัวกับธรรมชาติ

🌿 ขอบคุณทุก Insight ที่มีคุณค่า…จาก Focus Group Focus Group วันที่สองของ “HAVEN Project by YAK GREEN”วันนี้ พวกเราชาว ยั...
08/08/2026

🌿 ขอบคุณทุก Insight ที่มีคุณค่า…จาก Focus Group Focus Group วันที่สองของ “HAVEN Project by YAK GREEN”

วันนี้ พวกเราชาว ยักษ์เขียว (YAK GREEN) ได้มีโอกาสชวนพี่ๆ ที่ผมเคารพ และแต่ละท่านมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงมุมมองต่อ “ชีวิตในวันข้างหน้า” ที่แตกต่างกัน มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยน และช่วยกันออกแบบแนวคิดของ HAVEN Project

โครงการที่เราอยากพัฒนาให้เป็นมากกว่าแค่ “บ้าน”
แต่เป็นพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิต ที่สามารถ อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว และมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

🙏 ขอบพระคุณพี่ๆ ทุกท่านที่สละเวลามาร่วม Focus Group ในวันนี้ครับ
1. พี่ตุ๊ก
พี่สาวผู้มีหัวใจรักต้นไม้ รักธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
พร้อมประสบการณ์ด้านการตลาดที่ผ่านการทำงานทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
ทำให้เราได้เห็นมุมของ “คน” “ตลาด” และ “คุณค่าที่ผู้คนกำลังมองหา” ได้ชัดขึ้นมาก

2. พี่นิด
พี่สาวคนเก่ง ผู้มีหัวใจแห่งการให้และการแบ่งปัน
ครบเครื่องทั้งด้าน เทคโนโลยี กฎหมาย สิทธิบัตร และกลยุทธ์ธุรกิจ
ทุกคำถาม ทุกข้อสังเกต ช่วยให้เราไม่ได้มองเพียงความสวยงามของโครงการ แต่คิดไปถึงโครงสร้าง ความเป็นไปได้ และความยั่งยืนในระยะยาวด้วย

3. พี่ยา
พี่ชายที่ผมเคารพจากเครือข่าย “เกษตร 3ข.” และ “การจัดการไม้ครบวงจร (กจม.)”
ชายผู้ไม่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้
แต่เลือกที่จะ คิด วางแผน และลงมือทำ เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
และแน่นอน…เป็นอีกคนที่มีหัวใจอยู่กับ ต้นไม้ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างแท้จริง

4. พี่ตุ่ย
พี่สาวที่ผมเคารพรักกันมาตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้าน กฎหมายและการบริหารจัดการ
รวมถึงมีประสบการณ์จริงในการดูแลผู้สูงอายุ

ทำให้ Insight ที่ได้รับ ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมุมมองจากชีวิตจริง ที่ลึกและมีรายละเอียดมากๆ

5. เฮียหมู – พี่สัญชัย
นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในหลายวงการ โดยเฉพาะธุรกิจผลไม้ส่งออก ทั้ง ทุเรียนและนานาผลไม้ ระดับเบอร์ใหญ่ของประเทศ

แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ HAVEN Project คือ
เฮียเป็นคนที่ศึกษาชีวิตในวัยข้างหน้ามาเยอะมาก
และมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “คนในวัยเดียวกันกำลังคิดอะไร ต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร”

หลายประเด็นที่ได้ฟังวันนี้ จึงเป็นเสียงจาก “ผู้ใช้จริงในอนาคต” ที่มีคุณค่ามากครับ

🌱 สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ชัดเจนมากจากการพูดคุยวันนี้ คือ แม้ทุกคนจะมาจากคนละวงการ มีประสบการณ์ และวิถีชีวิตแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนมีร่วมกัน คือ

“ความรักในธรรมชาติ ต้นไม้ และสิ่งแวดล้อม”
รวมถึงทุกคนต่างก็เริ่ม เตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในอนาคต ในรูปแบบของตัวเองแล้ว

บางคนคิดเรื่องบ้าน
บางคนคิดเรื่องสุขภาพ
บางคนคิดเรื่องชุมชน
บางคนคิดเรื่องความปลอดภัย
บางคนคิดเรื่องการดูแลกัน

และบางคนถามคำถามสำคัญมากว่า…
“ถ้าวันหนึ่งเราอยากใช้ชีวิตให้เรียบง่ายขึ้น แต่ยังมีคุณภาพ เราต้องการอะไรจริงๆ?”

นี่แหละครับ คือ Insight ที่มีค่ามากสำหรับพวกเรา

พวกเราชาว YAK GREEN จะนำทุกข้อเสนอแนะ ทุกคำถาม และทุกมุมมองจากวันนี้ ไปต่อยอดพัฒนา HAVEN Project ให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัย

“ที่แทรกตัวอยู่กับธรรมชาติ”
ได้อย่างลงตัว

เป็นได้ทั้ง “บ้านหลังที่สอง”
หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการใช้ชีวิตในระยะยาว
พื้นที่ที่ ยั่งยืน อยู่ได้อย่างมีความสุข สะดวก เรียบง่าย พึ่งพาตนเองได้ และยังคงมีคุณค่าในตัวเอง

เพราะสุดท้ายแล้ว…
สิ่งที่เราอยากสร้าง อาจไม่ใช่เพียง “โครงการที่อยู่อาศัย”

แต่คือ “สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกได้…จนถึงวันข้างหน้า”

ขอบพระคุณพี่ๆ ทุกท่านอีกครั้งสำหรับเวลา ความจริงใจ และ Insight ดีๆ ในวันนี้ครับ 🙏🌳

HAVEN Project by YAK GREEN
กำลังค่อยๆ เติบโตจาก “ความคิด”
ไปสู่สิ่งที่พวกเราอยากทำให้เกิดขึ้นจริง
ติดตามการพัฒนากันต่อไป เร็วๆ นี้ครับ 💚

ขอบคุณเหล่า Founder "ยักษ์เขียว"
ทั้ง Pop / Oak / P'Lee / Alex ที่รวมพลัง สร้างสรรค์ สิ่งมหัศจรรย์ ให้เกิดขึ้นได้เสมอครับ


#ยักษ์เขียว #เกษียณสุข #บ้านหลบภัย

🚀 จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว...สำหรับรุ่นที่ 1กับอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้าง “กำลังคนทักษะสูง” ด้านก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรให้ก...
31/07/2026

🚀 จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว...สำหรับรุ่นที่ 1
กับอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้าง “กำลังคนทักษะสูง” ด้านก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรให้กับประเทศไทย

หลักสูตร
**การพัฒนากำลังคนทักษะสูงด้านการตรวจวัด การประเมินการปล่อย และการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร**
**High-Skilled Workforce Development Program in Agricultural GHG Measurement, Assessment, and Mitigation**

จัดโดย **บริษัท ยักษ์เขียว จำกัด (YAK GREEN)**
ร่วมกับ **หน่วยการจัดการก๊าซเรือนกระจก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (CGM-JGSEE, KMUTT)**

ภายใต้การสนับสนุนของ **โครงการ BOI STEM++**
มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่
ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง **สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)** และ **กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม**

ตลอด 5 วันเต็ม
เราไม่ได้เพียงเปลี่ยน “ห้องเรียน” ให้กลายเป็น “ห้องปฏิบัติการ”

แต่ยังเปลี่ยนห้องปฏิบัติการ
ให้กลายเป็น “สนามแห่งการเรียนรู้จริง”

ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่

🌱 การทำความเข้าใจหลักการประเมินก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
💻 การใช้แบบจำลอง DNDC
🌾 การตรวจวัดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จริง
🧪 การวิเคราะห์ตัวอย่างด้วยเครื่อง Gas Chromatography หรือ GC
📊 การวิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

**ลงพื้นที่จริง
ใช้เครื่องมือจริง
วิเคราะห์ข้อมูลจริง
และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง**

รูปแบบการเรียนรู้ที่ผสมผสานทั้ง
**Theory + Workshop + Laboratory + Field Practice**

ทำให้ผู้เข้าอบรมไม่ได้รับเพียง “ความรู้”
แต่ยังได้รับ “ประสบการณ์” ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ทั้งในงานวิจัย
งานภาคอุตสาหกรรม
การบริหารจัดการภาคเกษตร
รวมถึงการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิตในอนาคต

✨ ความสำเร็จของรุ่นที่ 1 สะท้อนผ่านผลการประเมินความพึงพอใจเฉลี่ย **4.78 จาก 5.00**

ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า
เนื้อหามีประโยชน์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง
และชื่นชอบรูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ “ลงมือทำ” อย่างเข้มข้นและจริงจัง

🙏 ขอขอบคุณผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 1 ทุกท่าน
ที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ซึ่งเต็มไปด้วยพลัง ความร่วมมือ การแลกเปลี่ยน และแรงบันดาลใจ

เพราะความสำเร็จของหลักสูตร
ไม่ได้วัดเพียงจากจำนวนชั่วโมงเรียน หรือคะแนนประเมิน

แต่คือวันที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับ
กลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับงาน องค์กร ชุมชน และภาคเกษตรของประเทศไทยได้จริง

🔥 สำหรับผู้ยืนยันสิทธิ์ใน **รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3**
เตรียมตัวให้พร้อมครับ

เพราะนี่ไม่ใช่เพียง “การอบรม”

แต่คือประสบการณ์การเรียนรู้แบบเข้มข้น
ที่จะพาทุกคนก้าวจาก **ผู้เรียน**
ไปสู่ **นักปฏิบัติด้านการตรวจวัด ประเมิน และลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร** อย่างแท้จริง

เราเชื่อมั่นว่า ผู้เข้าอบรมทั้ง 3 รุ่น
รุ่นละ 50 คน รวมทั้งหมด **150 ชีวิต**

จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอด
สร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคเกษตร
พัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน
และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างยั่งยืน

**จากห้องเรียน...สู่ห้องแล็บ
จากห้องแล็บ...สู่พื้นที่จริง
และจากความรู้...สู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย**


#สอวช













#พัฒนากำลังคนทักษะสูง
#ก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
#เกษตรคาร์บอนต่ำ
#คาร์บอนเครดิต
#ยักษ์เขียว
#สร้างคนสร้างอนาคตประเทศไทย

คุ้มค่า! อบรมรุ่นที่ 1 หลักสูตร นวัตกรรม IoT เพื่อเกษตรอินทรีย์คาร์บอนต่ำ | TOJO NEWS | LINE TODAYขอบคุณสำนักข่าว โตโจนิ...
19/07/2026

คุ้มค่า! อบรมรุ่นที่ 1 หลักสูตร นวัตกรรม IoT เพื่อเกษตรอินทรีย์คาร์บอนต่ำ | TOJO NEWS | LINE TODAY

ขอบคุณสำนักข่าว โตโจนิวส์ ครับ

บอม โอฬาร เผย อบรมหลักสูตรฟรี นวัตกรรม IoT เพื่อเกษตรอินทรีย์คาร์บอนต่ำ นำเทคโนโลยีไปต่อยอดธุรกิจ ผู้สื่อข่....

“จบลงอย่างสวยงาม กับการอบรมรุ่นที่ 1”หลักสูตรนวัตกรรม IoT เพื่อเกษตรอินทรีย์คาร์บอนต่ำInnovative IoT for Low-Carbon Orga...
19/07/2026

“จบลงอย่างสวยงาม กับการอบรมรุ่นที่ 1”

หลักสูตร
นวัตกรรม IoT เพื่อเกษตรอินทรีย์คาร์บอนต่ำ
Innovative IoT for Low-Carbon Organic Farming Systems

ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ BOI STEM++

ตลอดระยะเวลา 5 วันเต็ม ในรูปแบบ Bootcamp กว่า 50 ชั่วโมง
ผมต้องบอกตามตรงว่า บรรยากาศของการเรียนรู้ครั้งนี้ “อบอุ่นหัวใจ” มากจริงๆ ครับ

นี่คือหลักสูตร “เรียนฟรี” ที่เนื้อหาไม่ได้เบาเลย
แต่เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการลงมือทำจริง

ผู้เข้าร่วมกว่า 30 ชีวิต มาจากหลากหลายพื้นที่ หลากหลายช่วงวัย หลากหลายอาชีพ และมีพื้นฐานการศึกษาตั้งแต่ระดับ ปวส. ไปจนถึงปริญญาเอก

แม้ทุกคนจะแตกต่างกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอย่างชัดเจน คือ

“หัวใจสีเขียว”

หัวใจที่รักภาคการเกษตร
หัวใจที่กระหายการเรียนรู้
และหัวใจที่เชื่อว่าเทคโนโลยี นวัตกรรม และเกษตรอินทรีย์ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง

ตลอด 5 วัน เราได้เรียนรู้เนื้อหาแน่นๆ จากวิทยากรหลักทั้ง 3 ท่าน ได้แก่

พี่เอก เอกพงศ์ มุสิกะเจริญ
ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 3
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

พี่กบ วรากร คำแก้ว
นักวิจัย กลุ่มงานวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม
ทีมนักวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช.

และ พี่ตุ้น นริชพันธ์ เป็นผลดี
หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล
เนคเทค สวทช.

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่

• ระบบสารสนเทศเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ หรือ OAN – Organic Agricultural Network
• แนวคิด Low-Carbon Farm และการพัฒนาระบบฟาร์มคาร์บอนต่ำ
• เทคโนโลยี IoT สำหรับระบบเกษตรอัจฉริยะ
• การออกแบบและติดตั้งระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และระบบควบคุมภายในแปลงเกษตร
• พื้นฐาน Coding และ Programming
• การใช้งานบอร์ด HandySense และการเชื่อมต่อเซนเซอร์ทางการเกษตร
• การตรวจวัดความชื้นดิน อุณหภูมิ ความชื้นอากาศ แสง ปริมาณน้ำ และระดับน้ำ
• การควบคุมอัตโนมัติผ่านปั๊มน้ำ วาล์วโซลินอยด์ และ Relay
• การใช้งานโปรแกรม B-Farm
• การออกแบบ IoT Dashboard ให้เหมาะกับฟาร์มและความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน

เรายังเติมความรู้ด้านการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยออกแบบโครงการ วางแผนแปลงเกษตร เขียนข้อเสนอโครงการ ประเมินความคุ้มค่าและผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ Return on Investment: ROI

เพื่อให้ผู้เรียนไม่ได้เพียงแค่ “ใช้เทคโนโลยีเป็น”
แต่สามารถนำเทคโนโลยีไปคิด วางแผน วิเคราะห์ และต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับฟาร์ม ธุรกิจ และชุมชนของตนเองได้จริง

นอกจากนี้ เรายังได้รับเกียรติจาก Guest Speakers อีกหลายท่าน ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ทั้งด้านเทคโนโลยี การทำฟาร์มอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง

ขอบคุณ
อ.บุญเกื้อ ภิญโญ
อ.ปิยะ ชาติไทยเจริญ
อ.พุฒิพงศ์ สุขรัตน์
อ.ชุติณัฐ จิรศรีธนอนันต์
อ.สมหมาย โชครุ่ง
อ.วิทยา ปล้องไหม
อ.ธนิกา ดวงธนู
และ อ.ปวีณา สังข์ศรีอินทร์

สิ่งสำคัญที่ผมได้เห็นตลอดการอบรมครั้งนี้
ไม่ใช่เพียงความรู้ที่อยู่บนสไลด์หรืออุปกรณ์ IoT ที่ทุกคนช่วยกันติดตั้ง

แต่คือ “ความตั้งใจ” และ “มิตรภาพ” ที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนรู้

พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ปัญหา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งต่อโอกาสให้แก่กันอย่างจริงใจ

ผมเชื่อเสมอว่า

ความรู้จะมีคุณค่าอย่างแท้จริง
เมื่อถูกนำไปสู่การลงมือทำ

และเครือข่ายจะเดินทางไปได้ไกล
เมื่อเราใช้ “หัวใจ” นำหน้า “ผลประโยชน์”

หากพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนยังคงรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปทดลอง ปรับใช้ และต่อยอดในพื้นที่ของตนเอง

วันหนึ่ง สิ่งเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากห้องเรียนแห่งนี้
อาจเติบโตเป็นฟาร์มต้นแบบ ธุรกิจใหม่ นวัตกรรมใหม่ หรือความร่วมมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับภาคการเกษตรไทยอย่างที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ครับ

ขอบคุณคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน
โดยเฉพาะพี่เอก พี่กบ พี่ตุ้น อ.ปิยะ อ.กิ๊ฟ และอาจารย์ทุกท่าน ที่ร่วมกันถ่ายทอดความรู้ด้วยความตั้งใจ

ขอบคุณทีมงานหลังบ้านชาว “ยักษ์เขียว” หรือ YAK GREEN ทุกคน

Mo, พี่หวาน, Jang, Ice, ตี้ และ Bank

ทุกคนทำงานกันอย่างจริงจัง ตั้งใจ และใส่ใจในรายละเอียด
เพราะเราไม่ได้อยากให้ผู้เข้าร่วมกลับไปพร้อมกับความรู้เท่านั้น

แต่เราอยากให้ทุกคนกลับไปพร้อมกับแรงบันดาลใจ มิตรภาพ และเครือข่ายที่จะช่วยกันเดินต่อไปในอนาคต

หลักสูตรคุณภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดองค์ประกอบสำคัญจากหลายฝ่าย

และที่สำคัญที่สุด คือ หลักสูตรที่มีต้นทุนการจัดการสูงและเข้มข้นเช่นนี้ คงไม่สามารถเปิดโอกาสให้ทุกคน “เรียนฟรี” ได้ หากไม่มีผู้สนับสนุนหลัก

ขอบคุณโครงการ BOI STEM++
ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช.

ภายใต้มาตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

สำหรับพวกเราชาว YAK GREEN
เรามุ่งเน้นอย่างชัดเจนในกลุ่ม

“อุตสาหกรรมการเกษตร นวัตกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพ”

เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของเกษตรไทย ไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่การผลิตอย่างฉลาดขึ้น
แม่นยำขึ้น
ปลอดภัยขึ้น
ลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น
พร้อมสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกร

สุดท้ายนี้ ผมอยากกล่าวชื่นชมและขอบคุณดังๆ จากหัวใจอีกครั้ง

ขอบคุณภาครัฐ BOI สอวช. คณาจารย์ นักวิจัย เจ้าหน้าที่ และผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ทำให้ผมได้สัมผัสว่า

โครงการภาครัฐที่ดี มีคุณภาพ และสร้างผลลัพธ์ให้กับประชาชนได้จริงนั้น มีอยู่จริง

รวมถึงยังมีข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอีกมาก ที่มีความรู้ ความสามารถ ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ ทำงานอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

บุคลากรน้ำดีเช่นนี้ควรได้รับการสนับสนุน
ควรได้รับโอกาสให้เติบโต
และควรเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

ขอให้โครงการ BOI STEM++ เป็นต้นแบบของการพัฒนาคนไทย

ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมแล้วจบไป
แต่เป็นการสร้าง “คน”
สร้าง “เครือข่าย”
และสร้าง “โอกาสใหม่” ให้แก่ประเทศไทย

เพื่อให้ประเทศของเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และความโปร่งใสอย่างแท้จริงครับ

รุ่นที่ 1 จบลงแล้ว
แต่การเดินทางของพวกเราเพิ่งเริ่มต้น

หลักสูตรนี้ยังเหลืออีก 4 รุ่น
ส่วนอีก 5 หลักสูตรภายใต้ Node ยักษ์เขียว ผมจะทยอยมาอัปเดตและเล่าให้ทุกคนฟังเป็นระยะนะครับ

เรียนรู้ร่วมกัน ลงมือทำร่วมกัน
และเติบโตไปด้วยกันครับ

บอม โอฬาร วีระนนท์
และ ทีมงานยักษ์เขียว
YAK GREEN




#ยักษ์เขียว



#เกษตรอัจฉริยะ
#เกษตรอินทรีย์
ื่อการเกษตร
#พัฒนาคนพัฒนาประเทศ

ยาวสักนิด แต่คุ้มค่าควรอ่าน แล้วภาคการเกษตรของเราล่ะควรมี Artificial Intelligence ที่อยู่ร่วมกับ Human Intellligence ได้...
18/07/2026

ยาวสักนิด แต่คุ้มค่าควรอ่าน
แล้วภาคการเกษตรของเราล่ะ
ควรมี Artificial Intelligence ที่อยู่ร่วมกับ Human Intellligence ได้อย่างลงตัว

และมีแหล่งเรียนรู้ (Univrrsity Imagineering) ที่ทำให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง และออกแบบอนาคตของฃาคการเกษตรไทยร่วมกัน

เมื่ออารยธรรมต้อง “จินตวิศวกรรม” มหาวิทยาลัย
จากถ้ำของเพลโต สู่ University Imagineering ในยุค Human Intelligence × Artificial Intelligence

ไม่มีอารยธรรมใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

ทุกอารยธรรมล้วนเริ่มต้นจากจินตนาการว่ามนุษย์ควรเป็นใคร และลงเอยด้วยการสร้างสถาบันที่หล่อหลอมมนุษย์เช่นนั้นขึ้นมา

มหาวิทยาลัยจึงไม่เคยเป็นเพียงสถานที่ผลิตบัณฑิต หากคือ “สตูดิโอออกแบบอารยธรรม” (Civilization Design Studio) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสังคม เพราะทุกสังคมต่างกำลังออกแบบ “มนุษย์สำหรับวันพรุ่งนี้” ผ่านระบบการศึกษาของตนเอง

หากเราอยากรู้ว่าอารยธรรมหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปสู่ที่ใด อย่าเพิ่งมองตลาดทุน เทคโนโลยี หรือสถาบันการเมือง ให้มองไปยังมหาวิทยาลัย เพราะที่นั่นคือสถานที่ซึ่งสังคมกำลังตัดสินว่า อนาคตควรถูกส่งต่อให้กับมนุษย์แบบใด

เมื่อภาพของมนุษย์เปลี่ยน อารยธรรมก็เปลี่ยน และเมื่อคำถามของอารยธรรมเปลี่ยน มหาวิทยาลัยก็จำเป็นต้องเปลี่ยนเช่นกัน

ศตวรรษที่ 21 มิใช่เพียงยุคของปัญญาประดิษฐ์ หากเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มนุษยชาติต้องกลับมาเผชิญคำถามพื้นฐานที่สุดอีกครั้ง

เมื่อ “ปัญญา” มิได้เป็นเอกสิทธิ์ของมนุษย์อีกต่อไป มหาวิทยาลัยควรหล่อหลอมมนุษย์แบบใด

นี่ไม่ใช่คำถามของเทคโนโลยี หากเป็นคำถามของอารยธรรม และไม่มีอุปมาใดจะช่วยให้เราเข้าใจคำถามนี้ได้ลึกซึ้งเท่ากับ Allegory of the Cave หรือ “อุปมาถ้ำ” ของเพลโต

~ เมื่อมหาวิทยาลัยกลายเป็นถ้ำ

เพลโตเล่าเรื่องของมนุษย์ที่ถูกล่ามโซ่ หันหน้าเข้าหาผนังถ้ำ และใช้ทั้งชีวิตจดจำเงาที่ทอดอยู่บนผนัง พวกเขาจำแนกเงา ตั้งชื่อเงา แข่งขันกันว่าใครเข้าใจเงาได้ดีที่สุด จนหลงเชื่อว่าเงาเหล่านั้นคือความจริงทั้งหมดของโลก

อุปมานี้ไม่เคยล้าสมัย หากกลับยิ่งเฉียบคมในโลกดิจิทัล

วันนี้ เงามิได้ฉายอยู่บนผนังถ้ำ หากปรากฏอยู่บนทุกหน้าจอ บนฟีดข่าวที่อัลกอริทึมคัดสรร บนตัวชี้วัดที่นิยามคุณค่า บนอันดับมหาวิทยาลัย และบนข้อมูลที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างขึ้นได้อย่างแนบเนียนจนเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับภาพลวงเลือนรางลงทุกวัน

ท่ามกลางโลกเช่นนี้ คำถามสำคัญจึงมิใช่ว่า AI ฉลาดเพียงใด หากคือ มหาวิทยาลัยยังสามารถสอนมนุษย์ให้แยกแยะระหว่าง “เงา” กับ “ความจริง” ได้หรือไม่

น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยกำลังเสี่ยงจะกลายเป็น “สถาปัตยกรรมของเงา”

เราสร้างระบบที่ประณีตขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อผลิตปริญญา งานตีพิมพ์ ตัวชี้วัด ลำดับมหาวิทยาลัย และความสำเร็จที่วัดได้ละเอียดกว่าเดิม

ทั้งหมดล้วนมีคุณค่า…แต่เมื่อสิ่งที่ควรเป็น “เครื่องมือ” กลับกลายเป็น “จุดหมาย” มหาวิทยาลัยก็อาจกำลังลงทุนอย่างมหาศาลกับคุณภาพของเงา มากกว่าคุณภาพของการตื่นรู้

เรากำลังผลิตผู้เชี่ยวชาญในการจัดการระบบ แต่กำลังผลิตผู้มองเห็นความจริงน้อยลง

เรากำลังผลิตคนที่ “เก่งอยู่ในถ้ำ” มากกว่าคนที่ “ตระหนักรู้ว่ามันคือถ้ำ”

บางที ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัย มิใช่การที่นักศึกษาไม่รู้มากพอ หากคือการที่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าตนเองกำลังอยู่ในถ้ำ

~ การศึกษาไม่ใช่การเติมความรู้ หากคือการหันทั้งวิญญาณ

สิ่งที่ลึกที่สุดในอุปมาของเพลโต มิใช่ภาพของการออกจากถ้ำ หากคือสิ่งที่เพลโตเรียกว่า Turning of the Soul — การหันกลับทั้งวิญญาณ

สำหรับเพลโต การศึกษาไม่ใช่การเติมข้อมูลเข้าไปในสมอง หากคือการเปลี่ยนทิศทางของการรับรู้ทั้งชีวิต

การศึกษาในความหมายที่แท้จริง มิใช่การเพิ่มแสงสว่างให้ดวงตา หากคือการหันทั้งวิญญาณไปสู่แสงสว่าง

มหาวิทยาลัยจึงมิใช่สถานที่ “ให้ความรู้” หากเป็นสถานที่ที่ทำให้มนุษย์ “กลายเป็นคนอีกแบบหนึ่ง”

การศึกษาจึงมิใช่เพียง Information แต่คือ Transformation

มิใช่เพียงการเพิ่มคำตอบ หากคือการยกระดับคุณภาพของคำถาม

มิใช่เพียงการผลิตผู้เชี่ยวชาญ หากคือการหล่อหลอมมนุษย์ที่สามารถมองเห็นสิ่งซึ่งสังคมส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็น

นี่คือพันธกิจดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย และอาจเป็นพันธกิจที่เราหลงลืมมากที่สุด

~ มหาวิทยาลัยในฐานะกระจกสะท้อนอารยธรรม

หากมองย้อนประวัติศาสตร์ เราจะพบว่า มหาวิทยาลัยไม่เคยมีความหมายคงที่ หากเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับคำถามใหญ่ของอารยธรรมในแต่ละยุคสมัย

ในโลกของเพลโต การศึกษามีเป้าหมายเพื่อหล่อหลอมวิญญาณให้เข้าถึงความจริงและความดี (Truth and the Good) มหาวิทยาลัยจึงเป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาปัญญา (Wisdom)

ในยุคของ จอห์น เฮนรี นิวแมน (John Henry Newman) มหาวิทยาลัยถูกมองว่าเป็นสถานที่สร้าง “ปัญญาแบบเสรี” (Liberal Knowledge) เพื่อพัฒนามนุษย์ทั้งคน มิใช่เพียงฝึกวิชาชีพ เขาเชื่อว่าคุณค่าของมหาวิทยาลัยมิได้อยู่ที่การผลิตประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หากอยู่ที่การหล่อหลอม “สติปัญญาที่เป็นอิสระ”

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการขยายตัวของรัฐสมัยใหม่ คลาร์ก เคอร์ (Clark Kerr) เสนอภาพของ Multiversity มหาวิทยาลัยกลายเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่พร้อมกันหลายประการ ทั้งผลิตกำลังคน สร้างงานวิจัย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตอบสนองความต้องการของสังคมที่ซับซ้อน

ต่อมา ไมเคิล โครว์ (Michael Crow) เห็นว่ามหาวิทยาลัยไม่อาจเป็นเพียงหอคอยงาช้างอีกต่อไป เขาเสนอ The New American University ซึ่งเชื่อมโยงความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับการสร้างผลกระทบต่อสังคม (Academic Excellence × Societal Impact) มหาวิทยาลัยต้องออกแบบตนเองใหม่เพื่อรับใช้อนาคต มิใช่รักษาโครงสร้างของอดีต

ในเวลาเดียวกัน ออตโต ชาร์เมอร์ (Otto Scharmer) ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงของศตวรรษที่ 21 มิใช่การขาดความรู้ หากคือการรับรู้จากกรอบความคิดเดิม (Downloading) การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงเริ่มต้นเมื่อมนุษย์สามารถ “เปิดใจ เปิดหัวใจ และเปิดเจตจำนง” เพื่อให้อนาคตที่กำลังก่อรูปได้เผยตัวออกมา (Presencing)

หากเรียงร้อยความคิดเหล่านี้เข้าด้วยกัน เราจะเห็นวิวัฒนาการของมหาวิทยาลัยตลอดกว่า 2,400 ปี

* เพลโต : มหาวิทยาลัยเพื่อ Truth and the Good
* นิวแมน : มหาวิทยาลัยเพื่อ Liberal Knowledge
* เคอร์ : มหาวิทยาลัยเพื่อ Knowledge Society
* โครว์ : มหาวิทยาลัยเพื่อ Societal Impact
* ชาร์เมอร์ : มหาวิทยาลัยเพื่อ Consciousness Transformation

แต่ในยุคที่ Human Intelligence ต้องอยู่ร่วมกับ Artificial Intelligence เพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอ เพราะคำถามของอารยธรรมได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง

วันนี้ มหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกเรียกร้องเพียงให้สร้างคนเก่ง คนดี หรือแม้แต่คนที่สร้างผลกระทบต่อสังคม หากต้องสร้างมนุษย์ที่สามารถอยู่ร่วมกับปัญญาที่ตนเองสร้างขึ้น และร่วมออกแบบอนาคตของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ

นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องก้าวไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่

University Imagineering—กระบวนทัศน์ที่มองมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียง “ผู้ถ่ายทอดความรู้” หรือ “ผู้ผลิตนวัตกรรม” หากเป็น สถาปนิกแห่งอารยธรรม (Architect of Civilization)

มหาวิทยาลัยจึงมิใช่เพียงสถานที่ที่ตอบคำถามของอารยธรรม แต่เป็นสถานที่ที่ช่วยให้อารยธรรมตั้ง “คำถามใหม่” ที่ถูกต้อง ก่อนที่เทคโนโลยีจะตอบคำถามผิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

~ AI : โรงงานผลิตเงา หรือบันไดออกจากถ้ำ

ปัญญาประดิษฐ์ทำให้คำถามของเพลโตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

AI สามารถสร้างบทความ ภาพ เสียง งานวิจัย และองค์ความรู้ได้ภายในไม่กี่วินาที

แต่ AI ไม่สามารถบอกเราได้ว่าสิ่งใดควรค่าแก่การเชื่อ สิ่งใดควรค่าแก่การปกป้อง และสิ่งใดควรค่าแก่การเสียสละ

AI ทำให้ข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ปัญญาเพิ่มขึ้น

AI สร้างรูปแบบ แต่มนุษย์สร้างความหมาย

AI ทำนายอนาคต แต่มนุษย์เลือกอนาคต

AI ตอบคำถามได้รวดเร็ว แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถตั้งคำถามซึ่งเปลี่ยนอารยธรรมได้

ศตวรรษที่ 20 แข่งขันกันด้วยข้อมูล ศตวรรษที่ 21 แข่งขันกันด้วยปัญญา แต่ศตวรรษที่ 22 อาจแข่งขันกันด้วย คุณภาพของอารยธรรม

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่จะกำหนดอนาคตของโลก มิใช่ประเทศที่มี AI ฉลาดที่สุด หากคืออารยธรรมที่สามารถหล่อหลอมมนุษย์ให้ใช้ AI เพื่อความดีร่วมได้ดีที่สุด

นี่คือความหมายของ Human Intelligence × Artificial Intelligence

~ University Imagineering : การออกแบบมนุษย์ เพื่อออกแบบอารยธรรม

University Imagineering มิใช่การปรับปรุงมหาวิทยาลัย หากคือการออกแบบ “สถาปัตยกรรมใหม่ของการสร้างมนุษย์”

เมื่อภาพของมนุษย์เปลี่ยน มหาวิทยาลัยย่อมต้องเปลี่ยน และเมื่อมหาวิทยาลัยเปลี่ยน อารยธรรมก็จะเปลี่ยนตาม

มหาวิทยาลัยแห่งอนาคตจึงมิใช่โรงงานผลิตแรงงาน มิใช่โรงงานผลิตความรู้ และมิใช่เพียงโรงงานผลิตนวัตกรรม หากคือสถาบันที่หล่อหลอมความสามารถสำคัญ 5 ประการ

• Awakening — ปลุกการตื่นรู้ภายใน
• Sense-making — ทำความเข้าใจโลกที่ซับซ้อน
• Wisdom Formation — หล่อหลอมปัญญาและวิจารณญาณ
• World-making — ออกแบบอนาคต มิใช่เพียงปรับตัวต่ออนาคต
• Civilization Building — ร่วมสร้างอารยธรรมใหม่บนฐานของคุณธรรม ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

University Imagineering จึงมิใช่การออกแบบมหาวิทยาลัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอด หากคือการออกแบบมหาวิทยาลัย เพื่อให้อารยธรรมอยู่รอด

~ มหาวิทยาลัยในฐานะระบบปฏิบัติการของอารยธรรม

ในศตวรรษที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเป็นระบบปฏิบัติการของเศรษฐกิจฐานความรู้ แต่ในศตวรรษที่ 21 มหาวิทยาลัยต้องก้าวสู่การเป็น “Civilizational Operating System”

โลกมิได้กำลังเผชิญวิกฤตเพราะขาดข้อมูล โลกกำลังเผชิญวิกฤตเพราะขาดปัญญา

เราไม่ได้ขาดเทคโนโลยี เราขาดทิศทาง

เราไม่ได้ขาดนวัตกรรม เราขาดคุณธรรมที่จะกำกับนวัตกรรมนั้น

มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นพื้นที่ที่หล่อหลอมปัญญา คุณธรรม จินตนาการ และความรับผิดชอบร่วม เพื่อให้ Human Intelligence และ Artificial Intelligence หลอมรวมกันเป็น “Civilizational Intelligence” — ปัญญาระดับอารยธรรมที่สามารถนำพามนุษยชาติไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

~ ปัจฉิมลิขิต : จากการออกจากถ้ำ สู่การออกแบบโลกใหม่

อุปมาของเพลโตมิได้จบลงเมื่อชายคนหนึ่งออกจากถ้ำ หากจบลงเมื่อเขาตัดสินใจกลับเข้าไป เพื่อช่วยให้ผู้อื่นได้เห็นแสงสว่างเช่นเดียวกัน

แต่ศตวรรษที่ 21 เรียกร้องให้เราก้าวไปไกลกว่านั้น

ไม่ใช่เพียงออกจากถ้ำ ไม่ใช่เพียงกลับลงถ้ำ หากคือการร่วมกันออกแบบโลกใหม่หลังออกจากถ้ำ

มหาวิทยาลัยทุกแห่งกำลังทำ “จินตวิศวกรรม” อยู่แล้ว

คำถามคือ กำลังจินตวิศวกรรมอะไร —กำลังออกแบบแรงงาน ออกแบบผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบผู้บริโภค หรือกำลังออกแบบมนุษย์ผู้สามารถร่วมสร้างอารยธรรมใหม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว มหาวิทยาลัยไม่ได้ผลิตเพียงบัณฑิต มหาวิทยาลัยผลิตอนาคตของอารยธรรม

และในวันที่ Human Intelligence ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ Artificial Intelligence การจินตวิศวกรรมมหาวิทยาลัย จึงมิใช่เพียงวาระของการปฏิรูปการศึกษา หากคือภารกิจของอารยธรรม

University Imagineering คือการออกแบบมนุษย์ เพื่อออกแบบอารยธรรม และนั่นอาจเป็นงานที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21

ที่อยู่

สุขุมวิท
Bangkok
10160

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ YAK green channelผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง YAK green channel:

ทางลัด

แชร์