05/04/2017
"เขาคือใครสักคน ที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งเรียกว่าคนบ้า
แต่เขาก็ไม่ค่อยโต้ตอบหรอก มัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน
มารู้สึกตัวอีกที เขาก็อายุ 63 ปีแล้ว"
คนบ้าคนนั้นชื่อ วิทยา นามสกุล เลาหกุล
ผมไม่ได้คิดถึงวิทยา และเกิดไม่ทันชีวิตของแกหรอก
แต่จะขออนุญาตเล่าอะไรให้คุณฟัง
วิทยา เลาหกุล เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2497 ที่ จ.ลำพูน
เขาเกิดในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องรวม 14 คน
เขาเป็นลูกคนที่ 7 ในครอบครัวที่มีลูกชายถึง 8 คน และลูกสาวอีก 6 คน
ชีวิตในช่วงลมหายใจวัยเยาว์ของวิทยา ค่อนข้างมีปัญหา
คุณพ่อของเขาถูกฟ้องล้มละลาย และติดคุก
ครอบครัวเริ่มลำบาก
และความลำบาก นั่นคือจุดเกิดเหตุที่เขาต้องเลือก
ขณะที่พี่น้องคนอื่นเลือกเรียน เพื่องาน เพื่อเงิน เพื่ออนาคต
วิทยา กลับเลือกฟุตบอล
โดยมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ "เพื่ออนาคต"
วิทยา เลาหกุล เริ่มเตะฟุตบอลในวัย 7-8 ปี ที่โรงเรียนในบ้านเกิด
เขาซ้อมฟุตบอล วันละ 3 เวลา
และจะซ้อมถึงสี่เวลา หากคืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เดือนหงาย ที่มีแสงสว่างเพียงพอให้กับเขา และลูกฟุตบอล
เขารู้ดีว่า ฝึกเองเท่าไรก็ไม่มีทางเก่ง
เขาต้องหาครู และเขาอยากเป็นลูกศิษย์นักฟุตบอลระดับโลก
วิทยา ใช้วิธีเรียบง่าย เขาวิ่งวันละหลายกิโลเมตร เพื่อไปบ้านเพื่อนที่มีโทรทัศน์ ใช่แล้ว!! เขาวิ่งไปหา บ๊อบบี้ มัวร์, แจ๊คกี้ ชาร์ลตัน, บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน, นอร์แมน ฮันเตอร์ ในทีวี
เขาใช้เวลาหน้าจอโทรทัศน์ขาวดำ จดจำจุดเด่น เบสิค และทักษะของนักฟุตบอลเหล่านั้น ก่อนจะวิ่งๆๆๆ กลับมาฝึกฝนต่อที่บ้าน ก่อนฟ้ามืด
ความบ้าของเด็กชายวิทยาทำให้เขาถูกเรียกว่า "ยาโม๊ะ"
จากคำเล่าของเขา มันเป็นภาษาเหนือที่แปลว่า บ้าๆ บอๆ
บ่อยครั้งที่เขามักแสดงตัวเป็นหัวโจก สร้างทีมบอล จับเพื่อนคนนั้น พี่น้องคนนี้ เล่นตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้
"เขาคือ ยาโม๊ะผู้บ้าบอล"
ปี 2516 กีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 7 ถูกจัดขึ้นที่ จ.นครศรีธรรมราช
วิทยา ฉายพรแสวงออกมาล้นเปี่ยมในวัย 19 ปี
เขาพาทีมฟุตบอลเขต 5 จังหวัดลำพูน คว้าเหรียญทอง
และผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์นั้น ก็คือ "วิทยา เลาหกุล"
เจ้าหนูยาโม๊ะ เริ่มทะนงตัวว่าเก่งกาจ เขาตัดสินใจส่งจดหมายหา อาจารย์วิวิธ ธิโสภา หนึ่งในกุนซือของวงการฟุตบอลไทยในขณะนั้น
เขาต้องการทดสอบฝีเท้า เขาต้องการติดทีมชาติ
ที่สำคัญที่สุด "เขาไม่ได้บ้า เขาเอาจริง"
หลังได้รับจดหมายตอบกลับ วิทยาเดินทางด้วยรถไฟมุ่งสู่เมืองหลวงทันที
ก่อนร่วมทดสอบฝีเท้า และติดทีมชาติไทย ชุดนักเรียนไทย
เขากับเพื่อนๆ พาทีมชาติชุดนักเรียนไทย ได้แชมป์เอเชียทันที ที่ประเทศไต้หวัน และนั่นคือแชมป์แรกของวิทยา ในรูปแบบที่มีธงชาติไทยปักที่ชุดแข่งขัน
ปี 2518 วิทยา เขยิบขึ้นมาเป็นตัวเลือกในทีมชาติไทย
อายุที่ยังน้อย ประกอบกับความเปิ่น แต่ก็ยังติดทีมชาติ
ทำให้เขาถูก "สุชิน กสิวัตร" รุ่นพี่ และเพื่อนร่วมห้องในทีมช้างศึก
เรียกว่า "เจ้าเฮง" (เฮงมากที่ได้ติดทีมชาติ)
15 มีนาคม 2518
เขาติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ครั้งแรก ในศึกเอเชี่ยนคัพ 1976 รอบคัดเลือก ที่ทีมชาติไทยชนะอินโดนีเซีย 3-1
27 พฤษภาคม 2518
วิทยาทำประตูแรกให้ทีมชาติไทย ในเกมอุ่นเครื่องที่แพ้เลบานอน 1-2
ธันวาคม 2518
วิทยา เป็นหนึ่งในนักเตะชุดแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 8 ที่กรุงเทพฯ (สมัยนั้นยังเรียกว่า เซียพเกมส์)
"นั่นคือประวัติศาสตร์ เหรียญทองซีเกมส์แบบเดี่ยวครั้งแรกของทีมชาติไทย
หลังเคยคว้ามาได้ในรูปแบบแชมป์ร่วมกับ พม่า เมื่อปี 2508 (เซียพเกมส์ ครั้งที่ 3)"
ส่วนของสโมสร ช่วงแรก วิทยา เริ่มต้นเล่นกับสโมสร "ฮากกา"
สโมสรที่มีต้นกำเนิดมาจากสมาคมหัวเฉียวจีนแคะ และชุมชนชาวจีนฮากกาในไทย แล้วก็ได้ย้ายไปเล่นให้สโมสรราชประชาฯ ของ "หม่อมลูกหนัง" พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร
"ที่ราชประชา วิทยาได้เงินเดือนแรกโดยไร้สัญญา มันมีค่า 500 บาท"
จากนั้น วิทยา เลาหกุล เจ้าของฉายา "ฮาล์ฟอังกฤษ" จากสไตล์การเล่น
ก็เริ่มเขียนประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน ด้วยกำลังขาทั้งสองข้าง
ด้วยหัวใจที่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น
ในรายการแห่งมนต์ขลังของเอเชีย "เมอร์เดก้า คัพ" เมื่อปี 2519
วิทยา พาทีมชาติไทย เสมอกับ ทีมชาติญี่ปุ่น 2-2
โดยเขาเล่าว่า เกมนั้นเขายิงฟรีคิกสองประตู
หลังจบเกม มีคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชวนวิทยาไปเล่นให้กับ สโมสรยันมาร์ ดีเซล (เซเรโซ่ โอซาก้า ในปัจจุบัน)
"เขาชื่อว่า คูนิชิเกะ กามาโมโต้"
กามาโมโต้ เป็นตำนานของสโมสรยันมาร์ดีเซล
เขาคือนักเตะดาราเอเชีย เขาคือเจ้าของสถิติยิงประตูสูงสุดให้ทีมชาติญี่ปุ่น (80 ประตู จาก 84 นัด)
เขาคือดาวซัลโวของศึกฟุตบอลในโอลิมปิก เกมส์ 1968
เขาคือผู้พาทีมชาติญี่ปุ่น คว้าเหรียญทองแดง โอลิมปิก เกมส์ 1968
เขาคือดาวซัลโว ลีกสูงสุด ฟุตบอลญี่ปุ่น 7 สมัย
เขาคือนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของญี่ปุ่น อีก 7 สมัย
"ย้ำอีกครั้ง เขาชวนวิทยา เลาหกุล ไปเล่นที่ญี่ปุ่น"
พ.ศ. 2520-2521
วิทยา ออกล่าเงินเยนในดินแดนอาทิตย์อุทัย
เขารู้จักฟุตบอลที่เป็นอาชีพมากขึ้น (สมัยนั้น ลีกญี่ปุ่นเป็นกึ่งอาชีพ)
เขารู้จักการฝึกซ้อมที่เข้มข้น
เขาเรียนรู้กับภาษาที่แตกต่าง, อาหารแปลกถิ่น, ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยพบ และสภาพอากาศหนาวเหน็บในบางช่วง
"ผมไม่แน่ใจเลยว่า ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จะสวยงาม น่าค้นหา เดินทางยากกว่าสมัยนี้แค่ไหน
ชาวอาทิตย์อุทัยเพิ่งสร้างประเทศมาแค่ 30 กว่าปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แต่ผมคิดว่า วิทยา เลาหกุล ต้องอดทน และแข็งแกร่งมากๆ
ที่ต้องไปอยู่คนเดียว แม้มันจะมีซากุระที่สวยงามบานเต็มเป็นเพื่อนก็ตาม"
วิทยา ที่สื่อญี่ปุ่นเรียกว่า "เฮงซัง" ลงสนามให้ ยันมาร์ดีเซล สองปี
ความทรงจำที่ดีที่สุด เกิดขึ้นเมื่อเขายิงประตูชัยให้กับ ยันมาร์ ดีเซล ในเกมชนะ ฟูรูกาว่า 2-1 ในศึก เอ็มเพอร์เร่อร์ คัพ (เอฟเอคัพญี่ปุ่น) รอบรองชนะเลิศ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศญี่ปุ่น
ภายในสองปี
เขาได้รับเลือกเป็น 1 ใน 11 นักเตะยอดเยี่ยมประจำซีซั่น
เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดในศึกเอฟเอคัพ ที่จำนวน 6 ประตู
เขาทำสกอร์ในฟุตบอลลีกของญี่ปุ่น ได้ทั้งสิ้น 14 ประตู
ในขณะที่ เขายังคงติดทีมชาติไทยอยู่เรื่อยๆ โดยมีส่วนร่วมกับการคัดเลือกฟุตบอลโลก 1978 ของทีมชาติไทย เมื่อปี 2520 ที่ประเทศสิงคโปร์
วิทยา เลาหกุล ยิงประตูแรกในเกมแพ้ มาเลเซีย 4-6
และอยู่ในทีมชุดประวัติศาสตร์ คว้าชัยชนะแรกในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกของทีมชาติไทยได้ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2520 ที่ชนะ อินโดนีเซีย 3-2 (เชิดศักดิ์ ชัยบุตร, เจษฎาภรณ์ ณ พัทลุง และ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้ทำประตู)
"หากคุณไม่เดินทาง คุณก็จะไม่ได้พบโลกที่ใหญ่กว่า"
หลังจบซีซั่นที่สองในญี่ปุ่น วิทยา ปฏิเสธสัญญาที่ยันมาร์ ดีเซล มอบให้จำนวน 5 ปี
รายรับก้อนโต ไม่ตอบโจทย์เขา
ฟุตบอลกึ่งอาชีพ (Semi - Pro League) ที่ญี่ปุ่นในสมัยนั้น มีคนดูแค่หลักร้อยหลักพัน
เขาต้องการพบโลกที่ใหญ่กว่า
เขาต้องการลงเตะท่ามกลางผู้ชมเรือนแสน
ไม่นานนัก ทีมชาติไทย มีเกมพบกับ ฟอร์ทูน่า โคโลญจน์ ทีมดังจากเยอรมัน และ เอสปันญอล สโมสรชั้นนำของสเปน
"เพชรยังไงก็คือเพชร"
หลังจบแมตช์กับ ฟอร์ทูน่า โคโลญจน์
มีแมวมองเดินตรงมาหาวิทยา พร้อมนำเอาผ้าพันคอ และสูจิบัตรของสโมสรหนึ่งมาให้ และถามวิทยาว่า ไปอยู่ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ไหม?
ประเทศเยอรมันในขณะนั้น ยังอยู่ในภาวะสงครามแบบเนืองๆ
มีการแบ่งแยกดินแดนออกเป็นสองฝั่ง
ตะวันตก ถูกปกครองด้วย สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และฝรั่งเศส
ส่วนฟาก ตะวันออก ถูกปกครองโดย สหภาพโซเวียต
แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในกรุงเบอร์ลิน ตั้งอยู่ในเขตตะวันออก
โดยมีกำแพงเบอร์ลิน ล้อมรอบเมือง
บางคนบอก ฟุตบอลเป็นมากกว่าสงคราม
บางคนก็บอกว่า ฟุตบอลไม่ใช่สงคราม
แล้วถ้าเล่นฟุตบอลในดินแดนที่ยังคงมีกลิ่นสงครามคุกรุ่นอยู่หล่ะ
วิทยา เลาหกุล ข้ามจากเอเชียมายุโรป
และข้ามจากฝั่งเยอรมันตะวันตกมาเยอรมันตะวันออก
เพื่อทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับคนไทยให้เกิดขึ้น
นั่นคือการเซ็นสัญญาร่วมทีมอาชีพในลีกบุนเดสลีกา เยอรมัน
วิทยา อาศัยอยู่คนเดียวที่บ้านแถบตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเบอร์ลิน
และจักรยาน 1 คัน เพื่อเดินทางไปซ้อม
ภายในกำแพงยักษ์เบอร์ลิน ทุกอย่างดูมืดมน และอันตรายนักสำหรับ "ยาโม๊ะ"
ทว่าเพียงครึ่งเดือนหลังฝึกซ้อมปรับสภาพกับทีมชุดสำรอง
ฮันส์ กุสต๊าฟ เอเดอร์ โค้ชทีมสำรอง ก็เดินไปบอก คูโน่ คล็อตเซอร์ เฮดโค้ชทีมชุดใหญ่ว่า วิทยา พร้อมแล้วกับลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
วิทยา เป็นตัวสำรองอยู่ 5 เกม จนกระทั่งเกมพบกับ ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ
คูโน่ คล็อตเซอร์ ได้ตะโกนสั่งให้เขาลุกจากม้านั่ง ไปสู่สนาม
จากเด็กลำพูนที่วิ่งหลายกิโลเมตร เพื่อชมเกมฟุตบอลยุโรปทางโทรทัศน์
เขาวิ่งมาเรื่อยๆ จนถึงกรุงเบอร์ลิน
เขาวิ่งมาเรื่อยจนถึง โอลิมปิก สเตเดี้ยม ที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สร้างขึ้น
หนุ่มน้อยยาโม๊ะที่เคยเตะบอลคนเดียวให้พระจันทร์ดู
วันนี้ เขามาได้ไกลจนเป็นหนึ่งในท่ามกลางดวงดาว
ที่มีผู้ชมกว่า 60,000 คนรายล้อมตัวเขา
จบเกมดังกล่าว แฮร์ธา เบอร์ลิน ได้รับชัยชนะ 4-1
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฉายา "ไทยบูม (Thai Boom)" ในลีกเยอรมัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น วิทยา ต้องลงเล่นท่ามกลางความกดดันอย่างสูง
สภาพอากาศเอย อาหารการกินเอย การเหยียดเชื้อชาติเอย
และการแข่งขันในทีมที่ยิ่งใหญ่
นอกจากนี้ วิทยาไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม
ไม่ค่อยมีคนส่งบอลให้เขา
บ่อยครั้งที่เขาถูกถ่มน้ำลายรดลงมา หากวิ่งได้ช้ากว่าเพื่อนในการวิ่งขึ้นสนาม เพื่อทดสอบความฟิต
ฉายาของเขาคือ ไชนีส (Chinese) และ ไชนีส หมูสกปรก!
วิทยาเล่าให้ฟังว่า กว่าจะได้กินรากผักชี หรือ ปลาทูสักตัว
ซึ่งเป็นอาหารโปรดของเขา ต้องรอเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นเดือนๆ
ครั้งหนึ่ง ระหว่างการซ้อม วิทยา โดน เจอร์เกน มัวร์ (Jurgen More) ศอกใส่หน้า เขาตัดสินใจชกกลับ จนโดนปรับถึง 10,000 มาร์กส์ และแบนอีก 1 วีก
"เขาเป็นเอเชียตัวเล็กที่ไม่ค่อยมีคนรัก"
บ่อยครั้งที่เขาต้องเจอคำพูดเสียดสีจากเพื่อนร่วมทีม และโค้ชคนใหม่
ฟุตบอลไทยเล่นได้แค่นี้เหรอ
ที่เมืองไทย เตะฟุตบอลกันแบบนี้เหรอ
ที่ประเทศไทย ส่งบอลกันแบบนี้เหรอ แบบนี้ไปเรียกเมียมาเล่นแทนเถอะ
"หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"
วิทยาใช้เวลา 4-5 เดือน เพื่อนร่วมทีมก็เริ่มเรียกเขามาเล่นลิงในวงเดียวกัน
แต่มันก็ไม่ทัน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในฐานะตัวสำรอง
และแฮร์ธ่า เบอร์ลิน ต้องตกชั้น.......
จากนั้น วิทยา ใช้ชีวิตในลีกาสอง เยอรมัน กับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน
ทุกอย่างดูดีขึ้น เขามีเพื่อนมากขึ้น มีคนยอมรับมากขึ้น
และได้เพื่อนใหม่เป็นชาวเอเชียอย่าง ชา บอม กุน กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ และ ยาซูฮิโกะ โอคุเดระ นักเตะทีมชาติญี่ปุ่น
กระทั่งในปี 1982 วิทยาได้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต
เนโร ดิ มาร์ติโน่ โค้ชผู้รักษาประตูชาวอิตาลี ของ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน แนะนำให้ วิทยา เลาหกุล ไปเล่นกับนาโปลี ในลีกกัลโช่ ซีเรีย อา
วิทยา ปฏิเสธนาโปลี เพราะไม่อยากเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างกำลังเข้าที่แล้วในเยอรมัน จำนวน 3 ปี ที่เขาเดินทางมา
วิทยา ไม่รู้สักนิดว่า อากาศที่อิตาลี เหมาะกับเขามากกว่าเยอรมัน หากเปรียบเทียบกับบ้านเกิด
และเขาก็ไม่รู้ว่า ดิเอโก้ มาราโดน่า ก็จะได้ย้ายไปอยู่กับนาโปลี ในอนาคตอีก 2 ปี ต่อมา
ปี 1982-1984 หลังจากเซย์โนนาโปลี
วิทยาต้องการลงเล่นมากขึ้นที่เยอรมัน
เขาจึงปฏิเสธข้อเสนอการต่อสัญญาจากแฮร์ธ่า เบอร์ลิน
และย้ายข้ามฟากเมืองมาสู่ดินแดนตะวันตก โดยเล่นให้กับ
ซาร์บรุ๊คเค่น เมืองชนบท ในระดับโอเบอร์ลีก้า หรือ ดิวิชั่น 3 ของเยอรมัน
วิทยาใช้เวลาไม่นานนักในการโชว์ฟอร์มได้ดีจนยึดตัวจริง
เขาลงเล่นให้ทีมอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการเรียนโค้ชจนจบระดับ A-License
ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เขาพาต้นสังกัดเลื่อนชั้น และได้รับการจับตามอง
แต่การจบโค้ช ทำให้เขาอยู่ไม่สุข ลุกลี้ลุกลน เหมือนคนบ้า
"ยาโม๊ะน้อย อยากเป็นโค้ชมาแต่ไหนแต่ไร
ยาโม๊ะ อยากกลับบ้านไปเป็นโค้ช"
วิทยา ตัดสินใจกลับเมืองไทยทันที โดยไม่สนใจโบนัส
ทั้งที่อายุเพียงแค่ 30 ต้นๆ เพราะต้องการกลับมาเป็นโค้ชสอนเด็กไทยให้ได้รับโอกาสแบบเขา และนั่นคือการตัดสินใจ ที่พลาดที่สุดในชีวิตของเขา
หลายคนบอกว่าเขาบ้า แต่เขาก็คือคนบ้าที่ไปได้ไกลถึงเยอรมัน
หลายคนกล่าวหา ทั้งที่ไม่เคยรู้ความจริงว่า เขาเดินทางมามากมายแค่ไหน
“คนชอบบอกว่าผมบ้า ผมไปจีบผู้หญิง พ่อผู้หญิงยังเอาปืนมาขู่ผมเลยว่า คุณจะเอาอะไรมาเลี้ยงลูกผม”
“แต่ทุกวันนี้ ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ?
ก็ภรรยาผมปัจจุบันนี้ไง”
"วิทยา เลาหกุล"
ปล. ถ้าผมมีเวลา ผมจะมาเล่าเรื่องความบ้าของวิทยาต่อ ในภาคการเป็นโค้ช หลังจากกลับมาจากเยอรมัน
ปล. วิทยาทิ้งท้ายการเล่นฟุตบอลได้อย่างสวยงาม
เขาเป็น กัปตันทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทย เมื่อปี 2528 โดยนัดชิงชนะเลิศ ชนะ สิงคโปร์ 2-0 (เฉลิมวุฒิ สง่าพล ยิง 2 ประตู)
"ถ้าคุณรักฟุตบอลได้เท่าวิทยา
ผมจะไม่เถียงคุณสักคำ"
#จอน
03-04-2560
ขอขอบคุณภาพจาก pantip.com/topic/33151716 (รวมถึงเจ้าของภาพด้วยนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าคือใคร)
เนื้อหาข้อมูลทั้งหมดที่ผมนำมาเรียบเรียง ขอได้รับการขอบคุณมาจากผมใน ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ
ฟุตบอลสยาม
pantip.com/topic/33151716
fourfourtwo.com/th/features/100-pii-100-eruuengtngcchdcchamprawatisaastrthiimchaatiaithy?page=0%2C4
วิกิพีเดีย Witthaya Hloagune
thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=5763.20;wap2
fourfourtwo.com/th/features/kaalkhranghnuengainyuorp-chiiwitphcchyphaykhngwithyaa-elaahkul?page=0%2C1