Supakrit Electric&Aircon 1979

Supakrit Electric&Aircon 1979 บริการ&ให้คำปรึกษา งานไฟฟ้า&แอร์บ้าน โดยช่างที่ผ่านการศึกษา&อบรม มีวุฒิการศึกษา&ใบรับรอง 081 473 3862

15/05/2026
07/01/2026

⭕ ทำไมสายไฟ VAF และ VAF-G ถึงห้ามร้อยท่อ ?
สรุปง่ายๆ คือเรื่องของ ความทนทานของฉนวน + การระบายความร้อน + ข้อกำหนดมาตรฐาน
ถึงปอกเปลือกด้านนอกออก ก็ร้อยท่อไม่ได้นะ เพราะฉนวนมันบางกว่า

#สายไฟ #ไฟฟ้าเบื้องต้น #ความปลอดภัยไฟฟ้า #ร้อยท่อไฟฟ้า

20/11/2025
07/11/2025

ข้อควรระวัง อันตรายที่เกิดจากถังความดัน ของการบรรจุน้ำยาแอร์

เน้นย้ำถึงมาตรการความปลอดภัย การจัดการถังเหล่านี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องปริมาณบรรจุ (ไม่เกิน 80%), อุณหภูมิจัดเก็บ, การควบคุมแรงดัน และ การจัดการถังแก๊สแรงดันสูง เพื่อป้องกันการระเบิดที่อาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้

#ความปลอดภัยของถังสารทำความเย็น
1. การบรรจุสารทำความเย็น ห้ามบรรจุเกิน 80% ของปริมาตรถัง เพื่อเว้นที่ว่างให้สารขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน หากบรรจุเต็มอาจทำให้ถังระเบิดได้
2. ประเภทของถัง มี 2 ประเภท: Nonrefillable (Disposable) ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (ต้องระบายแก๊สที่ค้างออกก่อนทำลาย) และ Refillable โครงสร้างแข็งแรงกว่า นำกลับมาใช้ใหม่ได้
3. การจัดเก็บ ห้ามตั้งกลางแดดหรือที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 125°F (52°C) เพราะจะทำให้ความดันภายในสูงขึ้นมากจนถังระเบิดได้
4. การเพิ่มความดัน เมื่อบรรจุสารทำความเย็นสถานะแก๊สแล้วความดันลดลง ให้แก้ไขโดยการ แช่ถังในอ่างน้ำอุ่นไม่เกิน 90°F (32°C) ห้ามใช้เปลวไฟจากหัวเชื่อมแก๊ส
5. อุปกรณ์ความปลอดภัย ถังมักมี ลิ้นระบายความดัน (Relief Valve) (ทำงานที่ประมาณ 400 psi) และ ปลั๊กหลอมละลาย (Fusible Plug) เพื่อระบายสารทำความเย็นเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกำหนด

#ความปลอดภัยของถังแก๊สแรงดันสูง
(ไนโตรเจน/คาร์บอนไดออกไซด์)
การจัดการถังแก๊ส ถังแก๊ส (ประมาณ 2,000 psi) ต้อง รัดด้วยโซ่เหล็กให้แน่น และมี ฝาครอบวาล์ว (Protective Cap) ขณะเคลื่อนย้ายหรือติดตั้ง เพื่อป้องกันวาล์วเสียหายจากการล้ม ซึ่งอาจทำให้ถังพุ่งชน
การใช้งานแรงดันสูง ต้องต่อผ่าน วาล์วควบคุมความดัน (Pressure Regulator) เสมอ และควบคุมความดันเข้าสู่ระบบทำความเย็น ไม่เกิน 150 psi หลังใช้งานให้ รีบปิดวาล์วที่ถังทันที เพื่อป้องกันวาล์วควบคุมรั่ว และความดันสูงทำให้อุปกรณ์ (เช่น คอมเพรสเซอร์) ระเบิด

#ความปลอดภัยของถังออกซิเจน
การใช้ออกซิเจน สาย/ท่อแก๊สที่ใช้ต้อง สะอาดปราศจากน้ำมันหรือไข เพื่อป้องกันการระเบิดจากการติดไฟ เนื่องจากออกซิเจนเป็นแก๊สช่วยติดไฟ ห้ามใช้ออกซิเจนอัดแทนไนโตรเจน ในการทดสอบรอยรั่วโดยเด็ดขาด

______________________________________
สาระดีๆ กดติดตามได้ที่นี่ Engineer Record

03/11/2025

📊 Lumen vs Lux – อะไรดีกว่า?
ChatGPT ตอบว่า
🔹 1. Lumen (ลูเมน) – ปริมาณแสงที่ปล่อยออกมา

คือ ปริมาณแสงทั้งหมดที่หลอดไฟหรือแหล่งกำเนิดแสงปล่อยออกมา ไม่ว่ามันจะไปตกกระทบที่ไหน

ยิ่ง ลูเมนมาก หมายถึง หลอดไฟปล่อยแสงออกมามากกว่า

ใช้ดูเวลาซื้อหลอดไฟหรือโคมไฟ เช่น 800 lm, 1500 lm

📌 ตัวอย่าง: หลอดไฟ LED 10W ให้แสง 800 ลูเมน = สว่างกว่า LED 5W ให้แสง 400 ลูเมน

🔹 2. Lux (ลักซ์) – ความสว่างที่ตกกระทบบนพื้นผิว

คือ ความสว่างที่ตกกระทบบนพื้นผิว (เช่น โต๊ะ, ผนัง, พื้น)

1 ลักซ์ = แสง 1 ลูเมน ตกลงบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร

ดังนั้น ลักซ์มาก = บริเวณนั้น “สว่าง” มากขึ้น

📌 ตัวอย่าง: ห้องทำงานราชการกำหนดให้โต๊ะทำงานมีความสว่าง 300 – 500 ลักซ์

🔍 แล้วอะไรดีกว่า?

ถ้าเลือกซื้อ หลอดไฟ → สนใจ ลูเมน (lm) มากกว่า (ดูว่าหลอดให้แสงเยอะแค่ไหน)

ถ้าออกแบบ ระบบไฟส่องสว่าง → สนใจ ลักซ์ (lx) มากกว่า (ดูว่าตกที่พื้นที่เพียงพอไหม)

แต่ผมขอตอบว่า " ไม่มีอะไรดีกว่าอะไร"
ความหมาย คือ ไม่ใช่ว่า Lumen มาก จะดีกว่า Lux มาก หรือ แนวทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน.
สรุป คือ การออกแบบความสว่าง นั้น
ดี แสดงว่า ความสว่าง (Lux) มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานในพื้นที่นั้นๆ
เช่น ความสว่างบนโต๊ะทำงานที่เหมาะสม คือ 400-500 Lux
ความสว่างในห้องนั่งเล่น ที่เหมาะสม คือ 100 Lux เป็นต้น
ถ้าห้องนอน ความสว่าง 1000 Lux ถึงจะมาก ก็ไม่เหมาะสมแน่นอน

แล้ว Lumen มาก ดีมั้ย
ความสว่าง Lux จะแปรผันตาม Lumen
คือ ถ้า Lumen มาก ความสว่างก็จะมากตามไปด้วย
ดังนั้น ถ้าหลอดไฟ 1 หลอด ให้ Lumen มาก
การออกแบบให้ได้ค่าความสว่างค่าหนึ่ง ก็จะใช้จำนวนหลอดไฟที่ลดลง เท่านั้นเอง

ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างเช่น ค่าประสิทธิภาพของหลอด Lumen/Watt
ราคาหลอดไฟ 1 หลอด , 1 หลอด ให้แสงกี่ Lumen
การออกแบบแสงสว่าง ต้องพิจารณาหลายๆด้านให้ครบถ้วน รวมทั้ง ผนังห้อง เพดานห้อง
อื่นๆอีกมากที่จะต้องนำมาร่วมในการออกแบบ

#หนังสือที่วิศวกรไฟฟ้าต้องมี #คู่มือวิศวกรไฟฟ้ามืออาชีพ #ความสว่าง

31/10/2025

🎯 การวัดและค่าแรงดันไฟฟ้าที่พบได้ทั่วไปในระบบ

ไฟฟ้า 3 เฟส 400/230 { V} (หรือ 380/220 { V}) ซึ่งเป็น

ระบบที่ใช้ในอาคารขนาดใหญ่และโรงงานใน

ประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

​1. L – N (สายเฟสเทียบกับนิวตรอล)

🔸️​ค่าที่ได้โดยทั่วไป: 230 { V}

🔸️​เรียกว่า: แรงดันเฟส (Phase Voltage)

🔸️​คำอธิบาย: เป็นการวัดแรงดันไฟฟ้าระหว่าง สายเฟส (L - Line/Live) ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าไหล กับ สายนิวตรอล (N - Neutral) เป็นแรงดันที่เราใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปในบ้านเรือน (ระบบไฟฟ้า 1 เฟส)

​2. L – L (สองสายเฟสเทียบกัน)

🔸️​ค่าที่ได้โดยทั่วไป: 400 { V}

🔸️​เรียกว่า: แรงดันสาย (Line Voltage)

🔸️​คำอธิบาย: เป็นการวัดแรงดันไฟฟ้าระหว่าง สายเฟสสองเส้น (L to L) ในระบบ 3 เฟส ใช้สำหรับจ่ายไฟให้เครื่องจักรหรือมอเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องการกำลังสูง

​3. L – G (สายเฟสเทียบกราวด์)

🔸️​ค่าที่ได้โดยทั่วไป: 230 { V}

🔸️​ใช้เพื่อ: ตรวจไฟรั่วหรือกราวด์ผิดปกติ

🔸️​คำอธิบาย: เป็นการวัดแรงดันระหว่าง สายเฟส (L) กับ สายดิน (G - Ground/Earth) โดยปกติในระบบที่ติดตั้งถูกต้องและไม่มีไฟรั่ว ค่าที่วัดได้ควรจะเท่ากับแรงดันเฟส (L-N) คือ 230 { V} หากค่าวัดได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอาจบ่งชี้ถึงปัญหาการต่อสายดิน หรือมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงดินอยู่

​4. N – G (นิวตรอลเทียบกราวด์)

🔸️​ค่าที่ได้โดยทั่วไป: 0 V (ถ้ามีศักย์มากกว่า 5 V ควรตรวจระบบ)

🔸️​ใช้เพื่อ: ตรวจสอบจุดต่อกราวด์

🔸️​คำอธิบาย: เป็นการวัดแรงดันระหว่าง สายนิวตรอล (N) กับ สายดิน (G) ในระบบที่สมบูรณ์แบบ สาย N ควรจะถูกต่อลงดินที่จุดหลักของระบบอยู่แล้ว ทำให้แรงดันไฟฟ้าศักย์ไฟฟ้าของทั้งสองสายนี้ควรจะใกล้เคียงกันมาก (เท่ากับ 0 V) หากวัดค่าได้สูงกว่า 5 { V} อาจบ่งชี้ว่ามี การเชื่อมต่อสายดินไม่สมบูรณ์ หรือมี การไหลของกระแสไฟฟ้าย้อนกลับ ในสายนิวตรอลที่มากผิดปกติ ซึ่งเป็นอันตรายและควรตรวจสอบระบบทันที

#ช่างไฟฟ้า #ความรู้ไฟฟ้า #ระบบไฟฟ้า #แรงดันไฟฟ้า #วัดแรงดันไฟฟ้า
#ช่างเทคนิค

Engineering

25/10/2025

มาตรฐานของ “หลักดิน (Ground Rod)” หรือ ระบบกราวด์ (Earthing System) จะอ้างอิงได้จากหลายมาตรฐาน เช่น

👉 IEC 60364, IEEE Std 142 (Green Book), NFPA 70 (NEC) และ มอก. ของไทย

ด้านล่างนี้คือสรุปตามหลักมาตรฐานทั่วไปที่ใช้ในงานไฟฟ้าอาคารและอุตสาหกรรม 👇

---

⚡️ 1. ขนาดและวัสดุของหลักดิน

รายการ มาตรฐานทั่วไป

วัสดุ เหล็กชุบทองแดง (Copper-Clad Steel) หรือทองแดงแท้
ความยาวหลักดิน ไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร (8 ฟุต)
เส้นผ่านศูนย์กลาง ไม่น้อยกว่า 16 มม. (5/8 นิ้ว)
ความหนาชั้นทองแดงเคลือบ อย่างน้อย 0.25 มม. (250 ไมครอน)
จำนวนหลักดิน อย่างน้อย 1 หลัก, หากค่าความต้านทานเกินกำหนดให้ต่อหลายหลักแบบขนาน

---

⚙️ 2. ค่าความต้านทานดิน (Earth Resistance)

ประเภทระบบ ค่าความต้านทานดินสูงสุดที่แนะนำ

ระบบไฟฟ้าทั่วไป (บ้าน, อาคาร) ≤ 10 Ω
ระบบไฟฟ้าแรงสูง / หม้อแปลง ≤ 5 Ω
ระบบอิเล็กทรอนิกส์, ควบคุม, PLC ≤ 1–2 Ω
ระบบป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Protection) ≤ 10 Ω (บางมาตรฐานแนะนำ ≤ 5 Ω)

---

⚙️ 3. การติดตั้งหลักดิน

ปักหลักดิน แนวดิ่งลงในดินชื้น ห่างจากฐานรากหรือโครงสร้างโลหะอย่างน้อย 1 เมตร

หากพื้นที่ดินแห้งหรือมีหินมาก อาจใช้วิธี

ต่อ หลักดินหลายต้นขนานกัน (ห่างกัน ≥ 2 เท่าของความยาวหลักดิน)

หรือใช้ กราวด์เพลต / กราวด์กริด

เชื่อมต่อสายกราวด์กับหลักดินโดย บัดกรีเทอร์มิท (Exothermic Weld) หรือ Clamp มาตรฐาน UL Listed

---

⚙️ 4. การตรวจวัดและบำรุงรักษา

ตรวจวัดค่าความต้านทานดินด้วย Earth Tester (Fall-of-Potential Method) อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง

ถ้าค่ามากกว่าเกณฑ์ → พิจารณาเพิ่มหลักดินหรือปรับปรุงสภาพดิน (เช่น เติม Bentonite, ถ่าน, เกลือ)

22/10/2025

📌“มอเตอร์บรัชเลส” ชนะ “มอเตอร์แปรงถ่าน DC” ยังไง

เหตุผลหลักๆ เพราะแรงกว่า เงียบกว่า จริงเหรอ...!!

🔹 แล้วมันแรงกว่ายังไง?
1. มอเตอร์บรัชเลสให้ “แรงบิด (Torque) มากกว่าประมาณ 20–35%”
2. ให้ “กำลัง (Power Output) สูงขึ้นราว 30–50%” ในขนาดและแรงดันเท่ากัน

🔧 แล้วมันแรงกว่าเพราะอะไร?
ไม่มีแปรงถ่าน → ไม่สูญเสียพลังงานกับความร้อน
ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าไปเกือบทั้งหมดเปลี่ยนเป็น “แรงหมุนจริง”
ทำให้ได้แรงบิดสูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่ม

บวกกับ วงจรควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Driver + Hall Sensor)
ควบคุมการหมุนให้ “ตรงจังหวะแม่เหล็ก” พอดีทุกองศา
ส่งแรงบิดเต็มตั้งแต่เริ่มหมุน

และแม่เหล็กถาวร Neodymium ที่แรงกว่าเดิมหลายเท่า
ให้ฟลักซ์แม่เหล็กสูงกว่า ทำให้แรงหมุนมากขึ้น
โดยใช้กระแสไฟเท่าเดิม

ควบคุมความเร็วแบบ (PWM Control)
หมุนเรียบ เสียงเบา และรักษาแรงบิดคงที่ได้แม้รอบต่ำ

🧰 ตอนนี้อุปกรณ์อะไรใช้มอเตอร์บรัชเลสบ้าง?
✅ สว่านไร้สาย / ไขควงไฟฟ้า
✅ เครื่องเป่าลม / เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า
✅ พัดลม DC / ปั๊มน้ำอินเวอร์เตอร์
✅ จักรยานไฟฟ้า / สกู๊ตเตอร์

แทบทุกแบรนด์ใหญ่หันมาใช้ “มอเตอร์บรัชเลส” กันเกือบหมดแล้วครับ

มอเตอร์แปรงถ่าน (Brushed DC)
แรงบิด → ปานกลาง
ราคา → ถูกกว่า
ซ่อมบำรุง → เปลี่ยนถ่านเป็นระยะๆ

มอเตอร์บรัชเลส (BLDC)
แรงบิด → มากกว่า ~30 %
ราคา → แพงกว่าเล็กน้อย
ซ่อมบำรุง → ไม่ต้องซ่อมบำรุง

“มอเตอร์บรัชเลส” คือเทคโนโลยีที่แรงกว่า เงียบกว่า และประหยัดไฟกว่า
ไม่มีเสียงถ่านขูด ไม่มีควัน ไม่มีสะดุด — หมุนลื่นตั้งแต่รอบแรก 🔋

14/10/2025

✅️ #การต่อลงดิน (Grounding/Earthing) โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด หลัก ๆ ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ได้แก่

​1. #การต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (System Grounding)

🔹️​วัตถุประสงค์: เพื่อกำหนดให้จุดหนึ่งของวงจรไฟฟ้า (เช่น สายนิวทรัล) มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์เทียบกับดิน (Ground reference) ทำให้แรงดันไฟฟ้าในระบบมีความเสถียรและควบคุมได้

🔹️​หน้าที่สำคัญ: ช่วยให้อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน (เช่น ฟิวส์ หรือเบรกเกอร์) สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์เมื่อเกิดการลัดวงจรระหว่างสายที่มีไฟ (Phase) กับสายนิวทรัล (N) ที่ต่อลงดิน

🔹️​ตัวอย่าง: การต่อ สายนิวทรัล ลงดินที่ตู้เมนสวิตช์ (Main Switchboard) เพียงจุดเดียวในระบบไฟฟ้าของอาคาร

​2. #การต่อลงดินของบริภัณฑ์ไฟฟ้า (Equipment Grounding)

🔹️​วัตถุประสงค์: เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูดต่อผู้ใช้งาน เมื่อมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลไปที่ส่วนที่เป็นโลหะที่ปกติไม่มีกระแสไหลผ่าน

🔹️​หน้าที่สำคัญ: เป็นทางเดินที่ปลอดภัยให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงดิน ผ่าน สายดิน (Equipment Grounding Conductor) ที่เชื่อมต่อกับเปลือกโลหะของอุปกรณ์ไฟฟ้า (เช่น โครงตู้เย็น เครื่องซักผ้า) กลับไปยังจุดต่อลงดินหลักที่เมนสวิตช์

🔹️​ตัวอย่าง: การต่อสายดินเข้ากับตัวถังหรือโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าต่าง ๆ

​นอกจาก 2 ชนิดหลักนี้ บางครั้งยังมีการกล่าวถึง การต่อลงดินของระบบป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Protection Grounding) ด้วย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อเป็นทางเดินของกระแสฟ้าผ่าให้ไหลลงดินได้อย่างปลอดภัย.

Engineering

ที่อยู่

Chiang Mai
50210

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Supakrit Electric&Aircon 1979ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Supakrit Electric&Aircon 1979:

แชร์